ไม่สูบบุหรี่ก็เป็นมะเร็งปอดได้

ถ้าไม่เคยสูบบุหรี่ คุณจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดหรือไม่?
ผู้ที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดจะต้องเป็นผู้สูบบุหรี่ และสูดดมควันที่เป็นพิษเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานานเท่านั้น ถ้าคุณคิดแบบนี้ แสดงว่าคุณคิดผิด เพราะจริงๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้คนๆ หนึ่ง เป็นโรคมะเร็งปอดได้มีมากหลายสาเหตุ เช่น ทำอาชีพพ่อครัวมา 10 ปี สูดดมจากการทำอาหารมาตลอด หรือชอบปฏิบัติธรรมมีการสูดควันที่มาจากธูปหรือเทียน และการเกิดยีนกลายพันธุ์ขึ้นในร่างกาย ดังนั้นทุกคนก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดได้หากได้รับหรือสูดดมควันอะไรสักอย่างเข้าไปเป็นเวลานาน

เมื่อทำความรู้จักกับสาเหตุของการเป็นโรคมะเร็งปอดแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการสังเกตว่าตัวเราเองและคนรอบข้างว่าเป็นโรคมะเร็งปอดหรือไม่ โดยสังเกตจากการ ไอ เพราะการไอถือเป็นสัญญาณเตือนหนึ่งที่คนทั่วไปรับรู้กันดีว่าผู้ที่มีอาการไออาจจะมีปัญหาสุขภาพบางอย่างเกิดขึ้นที่ปอด หากคุณมีอาการไอเรื้อรัง ไอปนเลือด น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ เหนื่อยง่าย เสียงแหบ นี่คงถึงเวลาที่คุณควรไปตรวจสุขภาพตรวจคัดกรองมะเร็ง เพื่อจะได้รักษาได้ทันเวลาก่อนที่มะเร็งจะลุกลามไปถึงระยะสุดท้าย

ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด ต้องทำการเอกซเรย์ที่ปอด หรือส่องกล้องดูในหลอดลมว่ามีก้อนอยู่หรือไม่ จากนั้นจึงทำการผ่าตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจดูว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ และอีกวิธี คือ การตรวจวินิจฉัยด้วยรังสี
มะเร็งปอดแบ่งความรุนแรงของโรคออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 พบก้อนบางอย่างอยู่ในปอด ระยะนี้ไม่มีการแสดงอาการความผิดปกติของร่างกายออกมา ระยะนี้สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกจากปอดได้

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มีการแพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด ระยะนี้ยังสามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกจากร่างกาย

ระยะที่ 3 ระยะที่พบการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองและในช่องอก การรักษาอาจใช้วิธีการผ่าตัด หรือ ฉายรังสี เพื่อให้เซลล์มะเร็งมีขนาดเล็กลงแล้วจึงค่อยผ่าตัด

ระยะที่ 4 เป็นระยะที่รุนแรงที่สุดแล้วเพราะมะเร็งได้ลุกลามไปทั่วร่างกาย เช่น สมอง ตับ กระดูก และต่อมหมวกไต เป็นต้น

การรักษาโรคมะเร็งปอดระยะที่ 4 มีหลายวิธี ได้แก่ การรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy) ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีโปรตีนบางชนิดทำงานผิดปกติบนผิวของมะเร็ง และการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapies) หากแพทย์ตรวจพบว่าชิ้นเนื้อร้ายมีสาเหตุมาจากยีนกลายพันธุ์ เป็นต้น