Category สุขภาพ

อุ้ยฉี่หนู

โรคฉี่หนูหรือทางการแพทย์เรียกว่า  โรคเลปโตสไปโรซิส  ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจากสัตว์  สัตว์ที่พบการติดเชื้อ  คือหนู  เราเลยเรียกว่าโรคฉี่หนู

ตอนแรกที่ฉันได้ยินชื่อโรคนี้ฉันก็ตลกเหมือนกัน  ชื่อช่างแปลกโรคฉี่หนู  ฉันเข้าใจได้ทันทีว่าเชื้อโรคมันต้องมากับหนูแน่นอน  ก็เป็นจริงอย่างที่ฉันเข้าใจ  ว่าโรคเกิดจากหนูนำเชื้อโรคมาสู่คน  แต่ยิ่งตกใจมากขึ้นเมื่อรู้ถึงความรุนแรงของโรคนี้มันสามารถพรากชีวิตของผู้ติดเชื้อได้หากรักษาไม่ทัน  หรือรักษาไม่ถูกต้อง  และยิ่งรู้ไปกว่านั้นว่า  ไม่ใช่แค่หนูเท่านั้นที่นำเชื้อโรคนี้ได้  ยังพบสัตว์ที่นำเชื้อนี้เป็นสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นส่วนใหญ่เช่น  สุนัข  หมู  วัว  ควาย  หากสัตว์เหล่านี้กัดเรา  หรือเราสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อโดยตรง  หรือเราได้รับเชื้อจากการที่สัตว์เหล่านี้ฉี่ลงในแม่น้ำ  ลำคลอง  ที่ไม่ใช่แหล่งน้ำที่ไหลผ่าน  รวมทั้งสัตว์ที่ติดเชื้อฉี่ลงพื้นดินด้วย 

หากเรามีแผลที่เท้า  ที่มือ  แล้วเราสัมผัสน้ำหรือดินจะทำให้เราติดเชื้อได้ง่าย  ยิ่งโรคนี้ระบาดมากในช่วงหน้าฝน  ฝนตกทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่าย  ยิ่งแหล่งที่มีน้ำท่วมขัง  ชาวไร่ชาวนา  จะพบว่าติดเชื้อโรคได้ง่ายกว่าคนทั่วไป  รวมทั้งคนที่ทำงานในฟาร์มเลี้ยงหมูขนาดใหญ่  เพราะคนเหล่านี้มีโอกาสติดเชื้อเนื่องจากบริเวณเหล่านี้จะพบหนูอาศัยอยู่จำนวนมาก  และมีแหล่งน้ำขัง  การป้องกันไม่ดีพอ  ไม่สวมถุงมือยาง  ไม่สวมรองเท้าบูทก่อนการทำงาน  รวมทั้งมาสวมหน้ากาก  ปิดปากจมูกให้มิดชิดก่อนการทำงาน

เมื่อคนเราได้รับเชื้อโรคฉี่หนูแล้ว  จะมีอาการเหมือนคนมีไข้  ไข้สูง  หนาวสั่น  ปวดหัวร่วมด้วยรวมทั้งมีอาการคลื่นไส้จะอาเจียน  ตาแดง  ไอ  ตัวเหลืองร่วมด้วย  เบื่ออาหารน้ำหนักตัวลด  และมีประวัติการทำงานในไร่  นา  ฟาร์ม  หากเราสงสัยว่ามีอาการแบบนี้กับตัวเราเองหรือคนรอบข้าง  ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลให้หมอตรวจ  จะได้รักษาได้ทันไม่ถึงกับชีวิต 

เพราะถ้าหากได้รับเชื้อแล้วไม่รีบมารักษาจะทำให้เชื้อเข้าไปทำลายระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ  เช่นไต  ทำให้ไตวายได้  ไปทำลายการทำงานของปอด  ปอดจะอับเสพ  ทำลายการทำงานของตับ  ถ้าร้ายแรงถึงขั้นเข้าไปทำลายระบบทางเดินหายใจ  จะทำให้ผู้ที่ได้รับเชื้อโรคฉี่หนูถึงแก่ชีวิตได้

โรคในทุกวันนี้มีการพัฒนาไปตามยุคตามสมัยของการเปลี่ยนแปลง  การป้องกันอาจทำได้ยากกว่าเดิม  แต่การป้องกันตัวเองเบื้องต้น  ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง  ก็ยังเป็นวิธีแรกที่จะทำให้เราห่างไกลจากโรคต่างๆได้

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

Trace Cyrus หนึ่งในดาราดูดบุหรี่ไฟฟ้าไม่แคร์สื่อ

เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะประเทศไหน สังคมไหนก็ตาม ในสังคมเซเลฟนักดนตรี ยิ่งไปกว่านั้น คือเหล่าร็อคเกอร์สายโหด ที่เรียกตัวเองว่าดนตรีแนวเมทัล สิ่งที่ยากที่จะเลี่ยงได้ คือการสูบบุหรี่นั้นเอง การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้านั้นเอง เรียกได้ว่าเป็นของคู่กัน แต่จริงๆแล้ว ของคู่กันจริงๆนั้นก็คือการเสพยาต่างหาก เรียกได้ว่า เหล่าร็อคเกอร์นี่จะมียามาประเค็นถึงที่เลย

ไม่ว่ามันจะผิดกฏหมายระดับไหนก็ตาม แต่เหล่านักดนตรีกับหาเสพได้ยังกับมันเป็นเรื่องถูกกฏหมายอย่างนั้นแหละ จะมานับประสาอะไรกับการสูบบุหรี่เพียงแค่นี้ล่ะ ก็จะได้เป็นไอเทมสุดสำคัญสำหรับนักดนตรีสายนี้จริงๆ เรียกได้ว่าถ้าเดินตามท้องถนนเชยๆถือว่าผิดมาก ต้องคาบบุหรี่ด้วยถึงจะถูกต้อง แล้วเจ้าบุหรี่นี่แหละ ที่เป็นตัวสร้างปัญหาให้กับเหล่านักร้องที่ต้องเสียหนักๆด้วยเช่นกัน เรื่องของปัญหาสุขภาพนั้น เป็นเรื่องที่บุหรี่ได้ทำกับผู้สูบอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ

สำหรับนักดันตรีสายเมทัลชื่อดัง Trace Cyrus แห่งวง เมโทรสเตชั่น คนนี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นสิงค์อมควันตัวยงเลยล่ะ ต้องเรียกได้ว่า แทบไม่เคยเห็นพี่แกไม่คาบบุหรี่ไว้ในปากเลยล่ะ ซึ่งมันเข้ากับทั้งเสื้อผ้าแล้วทรงผ้าของพี่แก่มากๆ เรียกได้ว่าเป็นทรงผมยาวสไตล์ร็อคยุคเก่าจนถึงปัจจุบันเลยล่ะ บางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจนะว่า มันเท่ยังไงกัน มันก็คงดูแบดๆแหละมั้ง

อีกทั้งพี่แกยังสักทั้งตัวลามมาถึงกับบนใบหน้าเลย จริงๆแล้วถ้าเกิดหนีบขวดเหล้าไว้ด้วยนี่ใช่เลยนะ เอ้ย ไม่เอาดีกว่าๆ กำปากขวดให้แน่นคงจะเป็นสไตล์ร็อคเกอร์ที่เท่ที่สุดแล้ว ถึงอย่างไรก็ตามพี่แกก็ยังคงเป็นสุดยอดนักร็อคเกอร์ที่ไม่แคร์สื่ออย่างจริงจังคนนึงเลยล่ะ เขานั้นตอนนี้ก็ได้เลิกบุหรี่มวนแล้วเช่นกัน น่าจะเป็นเหตุจากสุขภาพในการทำงานของเขาด้วย

ดังนั้นแล้วเขาจริงเลือกที่จะดูดบุหรี่ไฟฟ้าแทนบุหรี่มวน แล้วมันก็ไม่ได้ทำให้เขาแคร์สายตามประชาชนเช่นเดิม อย่างไรก็ตามการคาบบุหรี่ของเขาที่ดูเท่นั้น ได้ถูกเปลี่ยนเป็นบุหรี่ไฟฟ้า มันอาจจะรู้สึกที่แตกต่าง แต่เขากับมีสไตล์ที่รู้ตัวเองได้เลย เขาเลือกบุหรี่ไฟฟ้าที่รูปร่างเล็กเหมือนกับบุหรี่มวนจริงๆเลย ทำให้ภาพลักษณ์นี้ยังคงอยู่ด้วยความเท่เลยล่ะ เสียอย่างเดียวไม่มีควันออกจากปลายบุหรี่ ถ่ายรูปออกมาคงจะเห็นความจริงๆ ถึงอย่างไรก็ดีมากเลยที่นักดนตรีแบบเขาจะห่วงใยสุขภาพตัวเองแบบนี้

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยลาว

กำจัดริ้วรอย ให้หน้าเด็กสมวัย

          เคยไหมที่มีคนเรียกเราว่าน้อยบ่อยๆ ทั้งที่อายุอานามของเราก็เข้าวัยสี่สิบกว่าแล้ว หรือบางครั้งเราเผลอไปเรียกใครเขาว่าพี่แต่พอมารู้อายุจริงๆของเขาทีหลังแล้วต้องมานั่งตกใจว่า จริงเหรอ ใช่เหรอ หากว่ายังไม่อยากถูกใครเรียกว่าพี่ทั้งที่อายุยังน้อยละก็เรามีวิธีการดูแลผิวแบบธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเงินไปทำหน้ามาฝากกันค่ะ

  1. น้ำ  อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าน้ำนั้นมีประโยชน์ต่อผิว ช่วยให้ผิวหนังเต็งตึงไม่เหี่ยวง่าย แต่ก็มีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่ากินน้ำมากไปจะไปเป็นการทำให้ไตทำงานหนัก กลัวว่าไตจะพัง  ซึ่งหากเรากินน้ำในประมาณที่พอเหมาะในปริมาณที่พอดีกับที่ร่างกายต้องการจะช่วยให้หน้าไม่แก่ ผิวหนังเต็งตึงได้ ซึ่งโดยปกติร่างกายจะต้องน้ำในปริมาณ8-10 แก้วต่อวัน ดังนั้น หากเรามีการจัดสรรการกินน้ำในปริมาณที่เหมาะสมน้ำก็ช่วยให้เราไม่แก่ได้นะจ๊ะ
  2. การเป็นคนอารมณ์ดี การมองโลกในแง่ดี จะช่วยให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีมีความสุข และหากเรามีความสุขเราก็จะมีแต่เสียงหัวเราะ ซึ่งหากเราหัวเราะ ร่างกายของเราก็จะปล่อยสารแห่งความสุขออกมาทำให้เราไม่แก่เร็ว โดยจะเห็นข้อเปรียบเทียบได้ว่าหากคนหนึ่งไม่ค่อยยิ้มกับอีกคนที่ยิ้มบ่อย คนที่ไม่ค่อยยิ้มจะดูแก่กว่าคนที่ยิ้มบ่อย ไม่เชื่อลองสังเกคนรอบข้างของคุณดูสิ
  3. เวลาในการนอนและลักษณะท่านอนก็มีผลต่อการแก่ด้วยนะจะบอกให้ โดยเวลาที่เหมาะสมให้นอนหลับพักผ่อนคือ 22.00 น. เป็นต้นไปเพราะตั้งแต่ช่วงสี่ทุ่มร่างกายจะหลั่งสารคลอลาเจน ที่ช่วยให้หน้าเราไม่แก่เร็วออกมา และอีกอย่างคือท่านอน พยายามอย่านอนตะแคง เพราะการนอนตะแคงผิวหน้าเราจะยับซึ่งมีผลให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย
  4. ควรปกป้องผิวอันเป็นที่รักของเราด้วยการทาครีมกันแดด อย่างที่รู้กันว่าแดดเมืองไทยนั้นร้ายแรงแค่ไหน ขนาดโดนแบบเฉียดๆ ยังสามารถให้สีผิวของเราเปลี่ยนได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงริ้วรอยเลยว่าจะเยอะมากมายแค่ไหนหาเราต้องโดนแสงแดดตรงๆ ดังนั้นเราควรปกป้องด้วยการทาครีมกันแดด และกางร่มหรือใส่หมวกเพื่อปิดบังไม่ให้แสงแดดนั้นสองถึงใบหน้าของเรา
  5. และที่สำคัญอย่างที่ทุกคนรู้กันดีว่า การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรงและที่สำคัญไม่ทำให้แก่เร็วด้วยนะจ๊ะ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

รู้จักไหม? HPV คืออะไร

          สมัยก่อนวิทยาการด้านการแพทย์ ยังไม่ดีเท่าปัจจุบัน ยังไม่เคยมีใครรู้จักเชื้อ HPV มาก่อนว่าเป็นเชื้ออะไร เป็นแล้วมีอาการยังไง ติดต่อกันผ่านทางไหน แล้วเป็นโรคติดต่อหรือ หรือบางคนไม่เคยที่จะสนใจที่จะอยากรู้จักกับโรคเลยด้วยซ้ำ แต่ ณ ปัจจุบันเรามีสื่อโซเชียวเข้ามาช่วยกระจายให้ความรู้กับทุกคน นอกเหนือจากการหาอ่านตามหนังสือแล้ว ใน internet สามารถหาข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายๆ

เพื่อทำความเข้าใจโรคนี้ให้มากขึ้นและเพื่อหาแนวทางป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคนี้ และถึงแม้ปัจจุบันจะมีคนเริ่มรู้จักเชื้อโรคชนิดนี้แล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้จักว่า HPV คืออะไร ใช่โรคเดียวกับ HIV หรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่เลย HPVกับ HIV มีความเหมือนกันแค่มันทั้งคู่เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์เหมือนกัน แต่ HPV สามารถติดต่อได้หลายช่องทาง เช่นทางปาก ช่องคลอด ทวารหนัก หรือ การสัมผัสกับเชื้อโดยตรง  ถ้าหากเราเป็นโรค HPV จะทำให้เราเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก, มะเร็งปากช่องคลอด, มะเร็งองคชาติ, มะเร็งทวารหนักและมะเร็งคอหอย เป็นต้น

          ปัจจุบันไวรัสชนิดนี้มีมากว่า 150 สายพันธุ์แต่ มีเพียง15 สายพันธุ์เท่านั้น  ที่เป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก และ 70 % ของมะเร็งปากมดลูกก็เกิดจากชนิดที่ 16 กับ18  ซึ่งเป็นชนิดที่อันตรายร้ายแรงที่สุด การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้นอกจากจะติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้วการสัมผัสกันทางผิวหนังก็สามารถติดต่อกันได้เช่นกัน  ปกติแล้วถ้าคนเรามีเชื้อเอสพีวี ในร่างกาย จะสามารถหายไปเองได้ภายใน 1 ปี

โดยไม่ต้องทำอะไรแต่ถ้ามีเชื้อนาน 10 -15 ปีแล้วยังไม่หายแสดงว่าเป็นสายพันธุ์ที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้ ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาเชื้อทันที เราไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองว่าเรามีเชื้อ HPV หรือไม่ต้องให้แพทย์เป็นคนตรวจเท่านั้นซึ่งถ้ามีการ เช่น มีตกขาวมากและมีกลิ่นเหม็นเน่าหรือมีเลือดออกที่ช่องคลอดต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัส HPV ได้แล้วแต่มีข้อควรระวังคือห้ามฉีดให้กับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์        ก่อนที่เราจะไปโรงพยาบาลเพื่อทำการรับการวัคซีนเพื่อป้องกันเชื้อ HPV 

          HPV Vaccine มี 2 ชนิดคือ ชนิดที่สามารถป้องกันไวรัส HPV สายพันธุ์ที่ 6 , 11 , 16 , 18 กับอีกชนิดป้องกันเฉพาะสายพันธุ์ 16, 18   วัคซีนชนิดนี้สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไปโดยถ้าเด็กอายุ 9-14 ปี  ฉีดแค่ 2 เข็มโดยเว้นระยะห่างระหว่างเข็มแรกและเข็มที่สองประมาณ6 เดือน แต่ถ้าอายุ 15 ปีขึ้นไปจะต้องฉีดให้ครบ 3 เข็ม ถ้ามีการฉีดเข็มแรกแล้วแพ้ ไม่ควรฉีดเข็มที่ 2 กับ 3 ต่อ และสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้สารประเภท ยีสต์และสารเสริมฤทธิ์ไม่ควรฉีดวัคซีนชนิดนี้ ดังนั้นก่อนรับการฉีดวัคซีนควรปรึกษาแพทย์ก่อน

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

โรคหนองใน

โรคหนองในที่เราเคยได้ยินนั้นมีอยู่สองอย่างคือหนองในแท้ กับหนองในเทียม ที่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย  ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อที่เกิดในอวัยวะเพศ ทวารหนัก  และลำคอ  และก็จะเกิดการติดต่อผ่านการที่เรามีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเชื้อ  และรวมไปถึงการติดต่อจากการที่เราตั้งท้องไปสู่ลูกน้อยได้เหมือนกันในช่วงระหว่างที่เราจะคลอดลูกนั้นด้วย  

        โรคของหนองในมักจะเกิดขึ้นหรือว่าแสดงอาการหลังจากที่เราร่วมเพศได้ประมาณสองอาทิตย์ หรือว่าหลังจากที่เราได้รับเชื้อ  หรือว่าบางคนนั้นก็จะไม่มีอาการว่าเป็นโรคนี้  จนผ่านมาเป็นเดือน  โดยส่วนมากนั้นผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคนี้  มักจะไม่แสดงอาการที่ชัดเจน  ทำให้ผู้ป่วยนั้นอาจจะไม่รู้ตัวหรือว่าได้การรักษา

โรคหนองในแท้ที่เกิดจากอวัยวะเพศในผู้หญิง และผู้ชายนั้นอาจมีอาการไม่เหมือนกัน  โดยมีอาการดังต่อไปนี้สำหรับผู้หญิง 

  • มีอาการตกขาวที่ผิดปกติขับออกมาจากทางช่องคลอด  และลักษณะเป็นน้ำ หรือว่าเป็นเส้นบางๆ  หรือว่ามีสีเขียวหรือว่าสีเหลือง  หรือว่าอาการที่เราตกขาวนั้นมากขึ้นกว่าปกติ  
  • เมื่อเราฉี่นั้นเราจะรู้สึกแสบ  หรือว่ามีอาการเจ็บ  
  • มีอาการฟกซ้ำแถวบริเวณท้องน้อย   แต่ว่าอาการนี้จะไม่ค่อยได้พบบ่อย   
  • มีเลือดออกหลังจากที่เรามีรอบเดือนหรือว่ามีเลือดออกหลังจากที่เรามีเพศสัมพันธ์  หรือว่าประจำเดือนนั้นมามากกว่าปกติ  ซึ่งอาการเหล่านี้นั้นไม่ได้เป็นบ่อยๆ 

อาการติดเชื้อหนองในแท้ผู้ชาย

  • มีหนองสีเหลืองหรือว่าสีเขียวที่ไหลออกมาจากอวัยวะเพศโดยอาการนี้จะเกิดขึ้นหลังจากการมีเพศสัมพันธ์  
  • มีอาการเจ็บแสบหรือว่าปวดในขณะที่เรากำลังปัสสาวะ  
  • เกิดอาการอักเสบของหนังที่หุ้มปลายอวัยวะเพศ  
  • มีอาการเจ็บหรือว่าบวม  ที่ลูกอัณฑะข้างในข้างหนึ่ง  แต่ว่าอาการนี้จะพบได้ไม่บ่อย  

โรคหนองในแท้นั้นยังสามารถที่จะแพร่เชื้อไปสู่ลูกน้อยของเรานั้นได้ด้วยในช่วงที่เรากำลังคลอดออกมา  โดยลูกน้อยของเราจะได้รับผลที่กระทบคือการติดเชื้อที่ดวงตาทั้งสองข้างในช่วงสองอาทิตย์แรก  และก็จะทำให้ตาของลูกน้อยของเราเกิดอาการบวมแดง  มีของเหลวลักษณะเหนียวข้นคล้ายหนองไหลออกมา  หรือว่าอาจจะถึงขั้นทำให้ตาของลูกน้อยนั้นบอดได้เลยและนอกจากนี้นั้นยังเกิดอาการที่ติดเชื้อที่รุ่นแรงกับอวัยวะอื่นๆนั้นอีกด้วยซึ่งจะส่งผลที่อันตรายต่อชีวิตของลูกน้อยของเรานั้นได้   

ดังนั้นผู้หญิงที่กำลังตั้งท้องนั้นถ้าเกิดอาการที่สงสัยว่าเราจะเชื้อหรือว่าเป็นหนองในแท้หรือเปล่านั้นให้เรารีบไปพบคุณหมอเพื่อที่จะเข้าการรักษาที่เหมาะสม  รวมไปถึงคนที่คิดว่าเราจะเกิดการติดเชื้อถึงแม้ว่าอาการโรคของหนองในแท้จะไม่มีอาการว่าเราเป็นโรคหนองในแท้ แต่ว่าอาการที่เรากล่าวถึงไปนั้นสามารถที่จะหายเองได้  เนื่องจากการที่เราได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง  

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ประโยชน์ของอาหารเช้า

หลายๆคนมักจะหลงลืมการทานอาหารเช้า หรือเป็นเพราะว่าในตอนเช้าเป็นเวลาที่เร่งรีบจากตื่นนอนเพื่อไปโรงเรียน ไปทำงาน ทำให้ไม่มีเวลาเตรียมอาหาร หรือแม้แต่จะซื้อทานข้างนอก อาหารมื้อเช้าของใครหลายๆคนถึงเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามไป อาจจะคิดว่าก็แค่อาหารมื้อเดียว มื้ออื่นๆก็ยังทานเหมือนเดิม แต่รู้หรือไม่ว่า อาหารเช้านั้นเป็นมื้ออาหารที่ไม่ควรงดเลย เพราะอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด ถ้าหากไม่ทานอาหารเช้าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายในหลายๆด้าน การเริ่มต้นเช้าวันใหม่อย่างสดชื่นและเสริมสร้างสุขภาพที่ดี การทานอาหารเช้าจึงสำคัญก่อนเริ่มทำกิจกรรมในทุกๆวัน จึงมีความสำคัญของการทานอาหารเช้า 5 ประโยชน์ความสำคัญมาบอกต่อกันให้รู้

เสริมสร้างมีพลังงาน

ในตอนเช้าหลังการตื่นนอน ทุกคนมักจะมีอาการเหนื่อยล้า งัวเงีย รู้สึกไม่อยากตื่น แต่ก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะในทุกๆวันเราจะต้องตื่นมาทำกิจกรรมประจำวัน ในตอนเช้าท้องจะว่างเนื่องจากว่าอาหารมื้อสุดท้ายที่ได้ทานนั้นคือก่อนนอน และมีระยะเวลาที่ห่างเมื่อคุณตื่นขึ้นมา การทานอาหารเช้าจึงสำคัญ เพื่อจะทำให้มีแรงที่จะสามารถนำไปไปใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดวัน

เสริมสร้างความทรงจำ

บางคนเลือกจะทานอาหารมื้อเช้าเป็นกาแฟ แต่นั้นไม่เพียงพอต่อร่างกาย อาหารเช้าจึงเป็นสิ่งควรทานเพราะจะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย นั้นหมายความว่า สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายเหล่านั้นจะนำไปช่วยบำรุงสมอง ช่วยทำให้มีความจำที่ดีขึ้น

เสริมสร้างระบบเผาผลาญที่ดี

การทานอาหารที่ดีอย่าทานมื้อใหญ่ๆมื้อเดียว แต่ควรแบ่งการทานออกเป็นหลายๆมื้อจะดีกว่า บางคนอาจจะแบ่งเป็น 3 มื้อต่อวัน หรือ 5 มื้อต่อวันก็ได้ แต่ที่สำคัญคือจะมีต้องทานอาหารเช้า การทานมื้อเช้าทุกวัน จะทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายถูกกระตุ้น ระบบการเผาผลาญจะมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น และช่วยปัญหาในเรื่องของระบบขับถ่ายอีกด้วย

เสริมสร้างหุ่นที่ดี

ใครที่กำลังลดหุ่นกันอยู่ ควรรู้ไว้เลยว่า อาหารเช้า ห้ามงดเด็ดขาด เพราะถ้าไม่ทานอาหารเช้านั้นจะส่งผลเสียต่อการทานอาหารมื้อถัดๆไป จะทำให้ร่างกายหิวเร็ว การทานมื้อถัดไปจึงรู้สึกหิวมาก และทานอาหารมากกว่าเดิม หากคุณทานอาหารเช้า จะช่วยทำให้การทานอาหารมื้อกลางวันและมื้อเย็นได้น้อยลง

 

เสริมสร้างทางด้านอารมณ์ที่ดี

การทานอาหารเช้านอกจะทำให้ไม่หิวเร็ว หรือ มีแรงในการทำกิจกรรมประจำวันนั้น การทานอาหารเช้าที่มีสารอาหารจำพวกน้ำตาล ยังเสริมสร้างที่จะทำให้อารมณ์ดี ไม่หงุดหงิดง่าย และมีความสุขกับการกิจกรรมต่างๆ ที่ทำในทุกวัน

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

กินอิ่ม นอนหลับ อาการง่วงหลังจากทานอาหาร

กินอิ่ม นอนหลับ อาการง่วงหลังจากทานอาหาร
การตื่นมาปฏิบัติงานในเช้าตรู่นั้นยาก แต่ว่าวิธีการทำให้ตัวเราเองไม่ง่วงนอนภายหลังการกินข้าวนั้นยากมากกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำว่า “หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อนยาน” จะแอบหลับในที่ทำงานก็อาจจะทำไม่ได้ เนื่องจากงานที่กองเป็นเทือกเขายังรออยู่มากมาย แถมบางทีอาจจะโดนนายจ้างต่อว่าต่อขาน บอบช้ำไปกว่านั้น หากผิดลดจำนวนเงินเดือน ก็อาจโดนไล่ออกแน่นอนอาการที่เกิดกวนประสาทคุณนี้เรียกว่า “ฟู้ดโคม่า” วันนี้จะพาทุกคนมารู้จักกับอาการนี้กัน

อาการง่วงงุนภายหลังจากการทานอาหาร (Food Coma) เป็นอย่างไร ?
อาการง่วงหงาวหาวนอนข้างหลังรับประทานอิ่ม ทางด้านการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า ฟู้ดโคม่า (Food Coma) ในช่วงเวลาที่พวกเราทานอาหารในแต่ละมื้อที่มักประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แล้วก็ไขมัน เมื่อผ่านระบบการย่อยของอาหารแล้วร่างกายจะพิจารณาน้ำตาลหรือเดกซ์โทรส ซึ่งสามารถซึมไปสู่กระแสโลหิตเอาไปใช้เป็นพลังงานสำหรับเพื่อการดำเนินชีวิตประจำ แม้กระนั้นก็ยังมีกรดอะมิโนประเภทหนึ่งมาจากของกินที่พวกเราทานเข้าไปเช่นกัน เรียกว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งสารนี้จะเข้าสู่สมองและก็ระบบประสาททำให้ลดความเคร่งเครียด รวมทั้งทำให้ท่านเกิดอาการง่วงได้

อิ่มกระทั่งรู้สึก ง่วงหงาวหาวนอน มีสาเหตุมาจากสาเหตุอะไร ?
อาการง่วงหงาวหาวนอนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับคนที่ทำงานภายในออฟฟิศ ส่วนมากมีต้นเหตุจากการกระทำของการนอนหลับพักผ่อนน้อยจนเกินไป มีความตึงเครียดตื่นตระหนก ไม่บริหารร่างกาย แล้วก็กินอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ เว้นแต่ว่ายังมีสาเหตุอื่นอีกที่ทำให้ท่านเกิดดอาการอยากนอนระหว่างวัน

การกินอาหารที่มีส่วนประกอบของ ทริปโตเฟน (Tryptophan)
พบได้ทั่วไปในเนื้อสัตว์ และนมบางประเภทที่กินกันในชีวิตประจำวันที่ไม่สามารถหลบหลีกได้ด้วย ทริปโตเฟน (Tryptophan) จะเข้าสู่สมองและก็เพิ่มระดับเซโรโทนิน (Serotonin) ลดความสภาวะทางอารมณ์ ทำให้มีความรู้สึกบรรเทาให้ร่างกายจัดเตรียมสำหรับในการนอน

รู้จักกับโรคน้ำวุ้นในตาเสื่อมและจอประสาทตาหลุด

ด้วยยุคสมัยที่เราอยู่ในปัจจุบันกลายเป็นยุคดิจิทัล ไม่ว่าคุณจะทำกิจกรรมอะไรก็จะต้องใช้สายตาในการเพ่งจอซะส่วนใหญ่ ทำให้ดวงตาเรากำลังมีปัญหา การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปีสามารถให้คำตอบได้ ดังนั้นการตรวจสุขภาพตาในทุกปีๆ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้เราสามารถเดาทางดวงตาของเราได้ว่า กำลังจะสี่ยงเป็นโรคทางตาหรือไม่ หรือสามารถช่วยให้เราวางแผนในการรักษาและดูแลสุขภาพดวงตา วันนี้เราจะแนะนำให้ท่านรู้จักกับโรคทางตา 2 โรค ได้แก่ โรคน้ำวุ้นตาเสื่อม และโรคจอประสาทตาหลุด

1. โรคน้ำวุ้นในตาเสื่อม
โดยปกติของการทำงานของน้ำวุ้นในตา เมื่อเราอายุมากขึ้น น้ำวุ้นตาจะสลายกลายเป็นน้ำ โดยที่บางส่วนอาจจับตัวกันเป็นก้อน เมื่อไรที่เราลืมตาและแสดงส่องผ่านเข้ามาในตาจะกระทบกับก้อนตะกอนนั้นเกิดเป็นเงาสะท้อนในดวงตา ซึ่งทำให้เราเห็นคล้ายมีจุดขวางลูกตาอยู่ หรือคล้ายแมลงบินไปมา และมันสามารถขยับได้ตามการกลอกตาของเรา ซึ่งภาวะนี้ไม่อันตรายหากจอประสาทตาไม่ได้มีการฉีกขาดนั่นเอง แต่ถึงแม้จะไม่อันตราย แต่สร้างความรำคาญใจได้ จึงควรตรวจตาเพื่อหาดูว่ามีจอประสาทตาฉีกขาดเป็นรู หรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดจอประสาทตาหลุดลอก

2. โรคจอประสาทตาหลุดลอก
เกิดขึ้นเมื่อจอประสาทตาหลุดลอกออกจากเนื้อเยื่อลูกตา จึงทำให้จอประสาทตาไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ต้องรีบทำการรักษาเพราะหากไม่รักษาโดยเร็วอาจส่งผลถึงขั้นร้ายแรง คือ สูยเสียการมองเห็น อาการนำของโรคนี้ ได้แก่อาการมองเห็นแสงฟ้าแลบคล้ายไฟแฟลชกล้องถ่ายรูป มีสิ่งบดบังในการมองเห็นมองเห็นเหมือนมีอะไรลอยไปมา มองเห็นเป็นจุดหรือใยแมงมุม การมองเห็นมีเงาคล้ายผ้าม่านมาปิด หรือเหมือนน้ำท่วมที่ค่อยๆ สูงขึ้น อาการของโรคจอประสาทตาหลุดออกมา จะทรุดลงเรื่อยๆ และเริ่มมองไม่ค่อยเห็นอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นที่จะต้องรักษาทันทีเมื่อรู้ว่ากำลังป่วยเป็นโรคทางตานี้

ไม่สูบบุหรี่ก็เป็นมะเร็งปอดได้

ถ้าไม่เคยสูบบุหรี่ คุณจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดหรือไม่?
ผู้ที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดจะต้องเป็นผู้สูบบุหรี่ และสูดดมควันที่เป็นพิษเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานานเท่านั้น ถ้าคุณคิดแบบนี้ แสดงว่าคุณคิดผิด เพราะจริงๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้คนๆ หนึ่ง เป็นโรคมะเร็งปอดได้มีมากหลายสาเหตุ เช่น ทำอาชีพพ่อครัวมา 10 ปี สูดดมจากการทำอาหารมาตลอด หรือชอบปฏิบัติธรรมมีการสูดควันที่มาจากธูปหรือเทียน และการเกิดยีนกลายพันธุ์ขึ้นในร่างกาย ดังนั้นทุกคนก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดได้หากได้รับหรือสูดดมควันอะไรสักอย่างเข้าไปเป็นเวลานาน

เมื่อทำความรู้จักกับสาเหตุของการเป็นโรคมะเร็งปอดแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการสังเกตว่าตัวเราเองและคนรอบข้างว่าเป็นโรคมะเร็งปอดหรือไม่ โดยสังเกตจากการ ไอ เพราะการไอถือเป็นสัญญาณเตือนหนึ่งที่คนทั่วไปรับรู้กันดีว่าผู้ที่มีอาการไออาจจะมีปัญหาสุขภาพบางอย่างเกิดขึ้นที่ปอด หากคุณมีอาการไอเรื้อรัง ไอปนเลือด น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ เหนื่อยง่าย เสียงแหบ นี่คงถึงเวลาที่คุณควรไปตรวจสุขภาพตรวจคัดกรองมะเร็ง เพื่อจะได้รักษาได้ทันเวลาก่อนที่มะเร็งจะลุกลามไปถึงระยะสุดท้าย

ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด ต้องทำการเอกซเรย์ที่ปอด หรือส่องกล้องดูในหลอดลมว่ามีก้อนอยู่หรือไม่ จากนั้นจึงทำการผ่าตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจดูว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ และอีกวิธี คือ การตรวจวินิจฉัยด้วยรังสี
มะเร็งปอดแบ่งความรุนแรงของโรคออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 พบก้อนบางอย่างอยู่ในปอด ระยะนี้ไม่มีการแสดงอาการความผิดปกติของร่างกายออกมา ระยะนี้สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกจากปอดได้

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มีการแพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด ระยะนี้ยังสามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกจากร่างกาย

ระยะที่ 3 ระยะที่พบการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองและในช่องอก การรักษาอาจใช้วิธีการผ่าตัด หรือ ฉายรังสี เพื่อให้เซลล์มะเร็งมีขนาดเล็กลงแล้วจึงค่อยผ่าตัด

ระยะที่ 4 เป็นระยะที่รุนแรงที่สุดแล้วเพราะมะเร็งได้ลุกลามไปทั่วร่างกาย เช่น สมอง ตับ กระดูก และต่อมหมวกไต เป็นต้น

การรักษาโรคมะเร็งปอดระยะที่ 4 มีหลายวิธี ได้แก่ การรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy) ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีโปรตีนบางชนิดทำงานผิดปกติบนผิวของมะเร็ง และการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapies) หากแพทย์ตรวจพบว่าชิ้นเนื้อร้ายมีสาเหตุมาจากยีนกลายพันธุ์ เป็นต้น

ดูแลกระดูกสันหลังด้วย 10 วิธีง่ายๆ

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยปวดหลัง ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลังเล็กน้อย เมื่อยขบแค่ไม่กี่นาที ไปจนถึงปวดหลังเป็นวันๆ ต้องเพิ่งยากอเอี๊ยะ หรือไปพบแพทย์กันเลยทีเดียว แต่ละคนมีสาเหตุในอาการปวดหลังแตกต่างกัน ทั้งออฟฟิศซินโดรม พฤติกรรมในการดำเนินชีวิต หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกาย

จึงขอแนะนำ 10 วิธีดูแลกระดูกสันหลัง ลดอาหารปวดหลัง มาให้ทุกคนศึกษากันค่ะ

1. เลือกเก้าอี้นั่งทำงานให้ดี ปรับเบาะให้สูงกำลังดี สังเกตได้จากการวางมือลงบนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ มุมข้อศอกต้องทำมุม 90 องศา หรือมุมฉาก จะได้ไม่ต้องยกไหล่พิมพ์นานๆ

2. อย่านั่งไขว่ห้างนานๆ ปรับเปลี่ยนท่านั่งเรื่อยๆ เพราะการนั่งไขว่ห้างทำให้น้ำหนักเอียงไปสะโพกข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป

3. อย่านั่งไม่เต็มเบาะนั่ง หากเบาะของเก้าอี้นั่งไม่สบาย หรือนั่งเต็มเบาะ พิงพนักแล้วไม่สบายหลัง ให้ลองหาหมอนเล็กๆ แบนๆ หรือพนักพิงนุ่มๆ มาใส่ที่พนักพิงของเก้าอี้แทน

4. หากจำเป็นต้องยืนนานๆ อาจจะยืนพรีเซนต์งาน ยืนบนรถเมล์ รถไฟฟ้า ควรลงน้ำหนักที่เท้าทั้งสองข้างเท่าๆ กัน อย่าลงน้ำหนักที่เท้าข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียว

5. พยายามยืนหลังให้ตรง อย่างุ้มไหล่ อย่าหลังค่อม เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยที่กระดูกสันหลังช่วงล่างได้

6. ไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูงที่ส้นสูงเกินกว่า 1 นิ้วครึ่งนานๆ เพราะอาจทำให้ปวดขา เกร็งขา และทำให้กระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ จนเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังได้

7. ไม่ควรสะพายกระเป๋าหนักๆ เพียงข้างเดียวนานๆ เพราะอาจทำให้ปวดไหล่ และอาจทำให้กระดูกสันหลังคดงอได้

8. ไม่ควรหิ้วของหนักบ่อยๆ ด้วยแขนข้างเดียว หรือนิ้วมือข้างเดียว เพราะทำให้เกิดอาการปวดไหล่ ปวดหลังช่วงบนได้

9. การซิทอัพอย่างหักโหม ก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน ดังนั้นอย่าซิทอัพอย่างหักโหมมากจนเกินไป ค่อยๆ เล่น และอย่าเพิ่มจำนวนครั้งมากเกินไปในคราวเดียว

10. ท่านอน หากเป็นการนอนตะแคงคุดคู้ หรือนอขดตัว ก็อาจทำให้ปวดหลังได้ ควรนอนท่านอนหงายจะสบาย และปลอดภัยมากที่สุด

เท่านี้ทุกคนก็ช่วยถนอมกระดูกสันหลังของคุณกันได้แล้วล่ะค่ะ ถ้าไม่อยากหลังงองุ้มก่อนวัยอันควร ช่วยกันดูแลและใช้งานกระดูกสันหลังอย่างถูกวิธีกันด้วยนะคะ