ไม่ต้องงดชาไข่มุก ก็ลดน้ำหนักได้

สำหรับสาวๆ ที่เป็นสาวกชาไข่มุกทั้งหลาย ซึ่งต้องการลดน้ำหนักแต่ก็ไม่อยากงดชาไข่มุก วันนี้เรามี 5 เคล็ดลับดีๆ ในการรักษาหุ่นแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องหยุดกินชาไข่มุกมาฝากกัน รับรองว่าทำแล้วได้ผลอย่างแน่นอน ซึ่งจะมีวิธีไหนบ้างนั้นก็ต้องไปดูกันเลย

1. ลดความหวานสักนิด

เพราะความหวานเป็นตัวการที่ทำให้อ้วน ดังนั้นก็ต้องลดความหวานลงสักนิด โดยใส่น้ำเชื่อมในชาไข่มุกให้น้อยลงแต่ยังคงความอร่อยเอาไว้ ก็จะทำให้คุณกินชาไข่มุกได้โดยไม่ต้องกลัวอ้วนแล้ว หรือหากใครจะกินแบบไม่ใส่น้ำเชื่อมหรือครีมเทียมลงไปเลยก็ได้เหมือนกัน

2. กินให้น้อยลง

จากที่เคยกินชาไข่มุกวันละ 3-4 แก้ว ลองลดปริมาณมาเหลือวันละ 1 แก้วดูสิ รับรองว่าน้ำหนักลดลงอย่างแน่นอน หรือหากลดลงมาจนเหลืออาทิตย์ละ 2-3 แก้วได้ก็จะดีมาก ซึ่งจะช่วยให้คุณรักษาหุ่นให้สวยเป๊ะได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญไม่ต้องงดชาไข่มุกอีกด้วย

3. ใส่ไข่มุกน้อยลงจากเดิม

รู้ไหมไข่มุกก็เป็นตัวการที่ทำให้น้ำหนักขึ้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงควรลดปริมาณไข่มุกให้น้อยลงจากเดิม ซึ่งอาจลดปริมาณแบบครึ่งต่อครึ่งเลยก็ได้ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ชาไข่มุกแก้วโปรดของคุณมีแคลอรี่ต่ำลงและไม่ทำให้อ้วนแล้วล่ะ

4. ลดของหวานอื่นๆ

หากคุณติดชาไข่มุกจนไม่สามารถลดได้เลยไม่ว่าจะเป็นน้ำเชื่อม ไข่มุก หรือแม้แต่การลดปริมาณแก้วต่อวันให้น้อยลง ก็ให้ใช้วิธีการลดของหวานชนิดอื่นแทน โดยเฉพาะพวกขนมหวาน เค้ก และเบเกอรี่ทั้งหลาย นอกจากนี้ก็ควรลดพวกของมันของทอดด้วย ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณไม่ต้องกังวลกับการรักษาหุ่นมากนักแม้ว่าจะกินชาไข่มุกเท่าเดิมก็ตาม

5. ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสุดเบสิคที่จะทำให้คุณควบคุมน้ำหนักได้อย่างง่ายดายมากขึ้น เพราะไม่ว่าคุณจะกินชาไข่มุกมากเท่าไหร่ แต่หากมีการออกกำลังกายเผาผลาญพลังงานออกมาก็ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นแน่นอน อย่างไรก็ตามจะต้องออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและถูกวิธีด้วย จึงจะสามารถควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

เมื่อรู้แบบนี้แล้วสำหรับใครที่ชอบกินชาไข่มุกและไม่อยากหยุด ก็ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้กันดู ซึ่งจะช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้นแม้ว่าจะยังกินชาไข่มุกทุกวันก็ตาม แต่ทั้งนี้หากสามารถหยุดกินได้ก็จะดีที่สุด เพราะชาไข่มุกมีแคลอรี่สูงและยังเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจอีกด้วย ทางที่ดีควรหันมาดื่มเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพดีกว่า

โรคยอดฮิต โรคภูมิแพ้ รักษาไม่หาย แต่รักษาให้ดีขึ้นได้

อ.พญ.นวรัตน์ อภิรักษ์กิตติกุล ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นจากเดิมมากอย่างน้อยๆ 3-4 เท่า สาเหตุที่สำคัญส่วนใหญ่มาจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อากาศแปรปรวน ฝุ่นควัน การเลี้ยงสัตว์เลี้ยง และในเรื่องของพันธุกรรม อีกอย่างหนึ่งคือวิวัฒนาการการแพทย์ดีขึ้น คนมาพบแพทย์ได้ง่ายจึงทำให้เราตรวจพบโรคภูมิแพ้ได้มากขึ้น โรคภูมิแพ้นั้นรักษาไม่หายขาด แต่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้

ภูมิแพ้หลักๆ แบ่งออกเป็น 5 ระบบ

  1. ภูมิแพ้ตา (Eye Allergy) มีอาการคันตา น้ำตาไหล ขยี้ตาตลอดเวลา
  2. โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ (Asthma) ได้แก่ โรคหืด
  3. โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Allergic Skin Disease) ได้แก่ ลมพิษ
  4. โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis) ได้แก่ อาการคัดจาม น้ำมูกไหล
  5. โรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงที่มีอาการหลายระบบ (Anaphylaxis) คือ เป็นหลายๆ ระบบรวมกัน หรืออาการแพ้ยา

ปัจจุบันเราสามารถทดสอบภูมิแพ้ได้โดยการ ทดสอบทางผิวหนัง การทดสอบจากผลเลือด การทดสอบทางผิวหนังนั้นแพทย์จะใช้เข็มสะกิดเล็กๆ และนำสารที่คนส่วนใหญ่แพ้มาทดสอบตรงบริเวณนั้นดู และดูเทียบกับสารที่เป็นน้ำเกลือ ก็จะทราบได้ว่าเราแพ้อะไรบ้าง ส่วนการเจาะเลือดก็นำไปตรวจว่าสัมพันธ์กับโรคอะไรบ้างได้เหมือนกัน

การทดสอบภูมิแพ้แบบนี้จำเป็นหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าสามารถทำได้ แต่แพทย์จะแนะนำวิธีการรักษาด้วยยาหรือการป้องกันก่อนเป็นอย่างแรก แต่หากคนไข้ไม่ตอบสนองเท่าที่ควรแพทย์ก็จะใช้วิธีการทดสอบวินิจฉัยนี้ในการรักษาโรคภูมิแพ้ต่อไป