ใครที่ควรจะล้างจมูกเป็นประจำ

   การล้างจมูกคือการที่เราฉีดน้ำเกลือที่มีความเข็มข้น 0.9 % เข้าไปในโพรงจมูกด้วยการนำกระบอกฉีดยาดูดน้ำเกลือแล้วฉีดเข้าไปเพื่อล้างเอาสิ่งสกปกติที่อยู่ในโพรงจมูกออกมา เช่นฝุ่นละออง และน้ำมูก เพื่อเป็นการเคลียร์ภายในโพรงจมูกให้โล่งไม่มีอะไรไปค้างอยู่ภายในทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น เชื่อว่าหลายคนคงเคยเป็นไข้หวัดและเคยมีอาการที่น้ำมูกค้างอยู่ในโพรงของรูจมูกทำให้เราหายใจไม่ค่อยสะดวก

รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ค่อยออก ซึ่งเมื่อมีอาการแบบนี้เกิดขึ้นทั้งเด็กและผู้ใหญ่เมื่อไปพบแพทย์ คุณหมอจะแนะนำให้เอาน้ำเกลือมาล้างในโพรงจมูกเพื่อที่น้ำเกลือจะได้ดันเอาน้ำมูกที่ทั้งเหนียวและข้นออกมาทำให้จมูกเรารู้สึกโล่งและสามารถหายใจได้คล่องขึ้น ซึ่งนอกจากคนที่เป็นไข้หวัดแล้วยังมีอีกหลายโรคที่คุณหมอจะแนะนำให้ล้างจมูกเพื่อเป็นการบรรเทาให้อาการของโรคดีขึ้น สามารถช่วยลดการรักษาด้วยการทานยาได้ด้วย เรามาดูกันว่ามีอาการของโรคไหนบ้างที่ควรจะใช้น้ำเกลือล้างจมูก

        กลุ่มคนที่ควรจะนำน้ำเกลือมาล้างจมูกเป็นประจำคือคนที่ไปโรคไข้หวัด  โรคไซนัส โรคภูมิแพ้ที่มักจะมีอาการโพรงจมูกอักเสบเป็นประจำ ไซนัส หรือคนที่เคยผ่านตัดจมูก และคนที่เป็นโรคริดสีดวงจมูก เพราะกลุ่มคนที่เป็นโรคเหล่านี้จะมีอาการคล้ายกันคือมีน้ำมูกหรือของเหลวไปขังอยู่ในโพรางจมูกซึ่งจะสร้างความรำคาญให้กับคนที่เป็นโรคเหล่านี้เพราะการหายใจจะค่อนข้างหายใจลำบากเนื่องจากอากาศจะไปติดตรงน้ำมูกเหล่านี้ทำให้ท่อจมูกตัน บางคนต้องหันมาใช้การหายใจทางปากแทน ซึ่งน้ำมูกที่ค้างหรือของเหลวที่ค้างอยู่ในโพรงจมูกนี้

หากเราไม่ขับออกมาจะกลายเป็นน้ำเน่า จะมีกลิ่นเหม็นโดยเราสามารถสังเกตคนที่เป็นโรคไซนัสได้ว่า คนที่เป็นโรคนี้มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจที่มีกลิ่นเหม็นเน่าออกมา นั่นก็เพราะในโพรงจมูกของเขาจะมีน้ำมูกค้างอยู่หากไม่เอาออกก็จะทำให้มีกลิ่นเหม็นเน่าขึ้นมาได้ ดังนั้นคุณหมอมักจะแนะนำให้มีการนำน้ำเกลือมาล้างจมูกเป็นประจำทั้งเช้าและเย็นเพื่อให้จมูกสะอาด และเพื่อขับเอาน้ำมูกที่อยู่ด้านในออกมาให้หมดเพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นเหม็น และการที่เราล้างจมูกเป็นประจำจะทำให้อาการของโรคต่างๆดีขึ้น

ซึ่งจะมีผลการการที่คุณหมอสามารถให้เรางดยาบางตัว ไม่ต้องทานยาหลายตัวได้ และหากล้างจนน้ำมูกหมดก็อาจจะสามารถทำให้หายจากโรคดังกล่าวได้ 

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick รีวิว

โรคไข้หวัด

    โรคไข้หวัด มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส

ซึ่งส่วนมากแล้วจะมีการติดต่อของโรคผ่านทางน้ำมูก การไอหรือจาม ยิ่งมีคนเยอะมากเท่าไหร่โรคนี้ก็จะแพร่ระบาดเร็วมากขึ้นเท่านั้น สถานที่ที่เรามักจะติดโรคไข้หวัดมาได้แก่ โรงเรียน โรงหนัง และตามห้างสรรพสินค้าหรือตามจุดที่อากาศไม่ค่อยถ่ายเท สำหรับโรคหวัดนั้นสามารถเป็นกันได้ทุกเพศ ทุกวันไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่  และยิ่งเฉพาะในเด็กและกลุ่มคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็จะมักจะเป็นโรคไข้หวัดได้มากกว่าคนกลุ่มอื่น

       สำหรับอาการของโรคไข้หวัดนั้น เราจะพบว่าจะมีอาการตัวร้อน มีไข้นิดๆ ปวดหัวนิดหน่อย และบางคนอาจจะมีอาการไอและจามเล็กน้อย แต่บางครั้งบางอาการก็อาจจะไม่เป็นก็ได้เช่น อาจจะมีการจาม มีน้ำมูกแต่ไม่มีไข้ก็ได้เช่นกัน ซึ่งรักษาอาการของโรคไข้หวัดนั้นไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาก

ให้รักษาตามอาการได้เลยไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ เพราะโดยปกติแล้วคนที่มีอาการของโรคไข้หวัดนั้นมักจะไม่ได้มีอาการหนักจนน่าเป็นห่วงและการรักษาก็ให้รักษาตามอาการเช่น หากปวดหัว ตัวร้อนก็หายามากินซึ่งเราสามารถหาซื้อยาแก้ไข้ได้ตามร้านขายยาทั่วไปเพียงเราแจ้งอาการที่เป็นให้กับทางเภสัชกร ทางร้านก็จะจัดยามาให้เราได้ตามที่เราต้องการซึ่งการรักษาอาการไข้หวัดที่ดีนั้นเพียงแค่เรานอนพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำอุ่นมากๆ งดเว้นการกินน้ำเย็นหรือของเย็นไปก่อนในช่วงที่ไม่สบายรับรองไม่เกิน 3 วันอาการไข้ของคุณก็จะหายทันที

โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินไปหาหมอที่โรงพยาบาลให้รักษาเลยด้วยซ้ำ เพราะหากใครที่เคยไม่สบายด้วยอาการของไข้หวัดและเคยไปใช้บริการที่โรงพยาบาลจะเห็นได้ว่าเวลาที่ทางโรงพยาบาลจัดยาแก้ไขมาให้เราทานก็เป็นยาไทลินอล ธรรมดาที่เราก็สามารถหาซื้อกินได้ตามร้านขายยาทั่วไปนั่นเอง 

      ในช่วงที่เรามีอาการไข้หวัดนั้นแนะนำว่าควรจะต้องใช้หน้ากากอนามัยปิดปากจนกว่าจะหายดีเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปให้กับคนอื่นๆในครอบครัว ส่วนการรับประทานอาหารอันที่จริงก็สามารถรับประทานอาหารพร้อมกันคนอื่นๆในครอบครัวได้เพียงแต่ต้องใช้ช้อนกลางในการตักอาหารเท่านั้นเอง 

สำหรับวิธีการดูแลไม่ให้เป็นไข้หวัดนั้น เราควรทำร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากออกไปกลางแจ้งควรพกร่มเผื่อว่ามีฝนตก หรือกางร่มเพื่อป้องกันแสงแดด ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้งห้าหมู่และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญในช่วงนี้มลพิษทางอากาศมีเยอะควรใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ต้องออกจากบ้าน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

กินอิ่ม นอนหลับ อาการง่วงหลังจากทานอาหาร

กินอิ่ม นอนหลับ อาการง่วงหลังจากทานอาหาร
การตื่นมาปฏิบัติงานในเช้าตรู่นั้นยาก แต่ว่าวิธีการทำให้ตัวเราเองไม่ง่วงนอนภายหลังการกินข้าวนั้นยากมากกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำว่า “หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อนยาน” จะแอบหลับในที่ทำงานก็อาจจะทำไม่ได้ เนื่องจากงานที่กองเป็นเทือกเขายังรออยู่มากมาย แถมบางทีอาจจะโดนนายจ้างต่อว่าต่อขาน บอบช้ำไปกว่านั้น หากผิดลดจำนวนเงินเดือน ก็อาจโดนไล่ออกแน่นอนอาการที่เกิดกวนประสาทคุณนี้เรียกว่า “ฟู้ดโคม่า” วันนี้จะพาทุกคนมารู้จักกับอาการนี้กัน

อาการง่วงงุนภายหลังจากการทานอาหาร (Food Coma) เป็นอย่างไร ?
อาการง่วงหงาวหาวนอนข้างหลังรับประทานอิ่ม ทางด้านการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า ฟู้ดโคม่า (Food Coma) ในช่วงเวลาที่พวกเราทานอาหารในแต่ละมื้อที่มักประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แล้วก็ไขมัน เมื่อผ่านระบบการย่อยของอาหารแล้วร่างกายจะพิจารณาน้ำตาลหรือเดกซ์โทรส ซึ่งสามารถซึมไปสู่กระแสโลหิตเอาไปใช้เป็นพลังงานสำหรับเพื่อการดำเนินชีวิตประจำ แม้กระนั้นก็ยังมีกรดอะมิโนประเภทหนึ่งมาจากของกินที่พวกเราทานเข้าไปเช่นกัน เรียกว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งสารนี้จะเข้าสู่สมองและก็ระบบประสาททำให้ลดความเคร่งเครียด รวมทั้งทำให้ท่านเกิดอาการง่วงได้

อิ่มกระทั่งรู้สึก ง่วงหงาวหาวนอน มีสาเหตุมาจากสาเหตุอะไร ?
อาการง่วงหงาวหาวนอนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับคนที่ทำงานภายในออฟฟิศ ส่วนมากมีต้นเหตุจากการกระทำของการนอนหลับพักผ่อนน้อยจนเกินไป มีความตึงเครียดตื่นตระหนก ไม่บริหารร่างกาย แล้วก็กินอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ เว้นแต่ว่ายังมีสาเหตุอื่นอีกที่ทำให้ท่านเกิดดอาการอยากนอนระหว่างวัน

การกินอาหารที่มีส่วนประกอบของ ทริปโตเฟน (Tryptophan)
พบได้ทั่วไปในเนื้อสัตว์ และนมบางประเภทที่กินกันในชีวิตประจำวันที่ไม่สามารถหลบหลีกได้ด้วย ทริปโตเฟน (Tryptophan) จะเข้าสู่สมองและก็เพิ่มระดับเซโรโทนิน (Serotonin) ลดความสภาวะทางอารมณ์ ทำให้มีความรู้สึกบรรเทาให้ร่างกายจัดเตรียมสำหรับในการนอน

อันตรายไหม หากน้ำเข้าหู

          คุณเคยพบเจอกับอาการน้ำเข้าหูไหม เช่นไปว่ายน้ำแล้วน้ำเข้าหู หรืออาบน้ำจากฟักบัวที่บ้านก็ยังเจอปัญหาน้ำเข้าหู สำหรับอาการของน้ำเข้าหูคือ การที่น้ำเข้าไปอยู่ในรูหู แล้วทำให้หูของเรารู้สึกอื้อๆ ได้ยินเสียงไม่ชัดซึ่งจะเป็นการสร้างความรำคาญให้กับเราเป็นอย่างมาก เวลาจะเอาน้ำที่เข้าไปในหูออกจะทำด้วยการนำน้ำหยุดลงไปในหูเล็กน้อยหลังจากนั้นเอียงหูข้างที่มีน้ำข้างในลงรอสักพักน้ำข้างในหูก็จะไหลออกมา

โดยปกติแล้วน้ำเข้าหูไม่ถือว่าเป็นอันตรายเพราะเราสามารถนำออกได้ทันที

แต่หากเราปล่อยไว้แล้วน้ำไปรวมตัวกับขี้หูแล้วจับกันเป็นก้อนที่มีขนาดใหญ่ ขี้หูอาจจะไปบังรูในช่องหูจะมีผลต่อการได้ยินของเรา ทำให้เราได้ยินเสียงไม่ค่อยชัด และหากเกิดมีแรงกดดันภายในหู จะมีผลทำให้มีอาการปวดหูได้ และถ้าปวดหูแล้วยังไม่รีบรักษา จะกลายเป็นติดเชื้อในหู อาจส่งผลร้ายแรงต่อหูได้เช่นกัน ดังนั้นหากมีน้ำเข้าหูควรจะรีบเอาออก อย่าชะล่าใจเด็ดขาด อาจเสี่ยงที่จะต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง ในอนาคตได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากน้ำเข้าหูในผู้ป่วยที่มีปัญหาในรูหูอยู่แล้ว ยิ่งต้องระวังมากเป็นพิเศษ วิธีการนำน้ำเข้าหูให้ไหลออกมาคือ

  1. เป็นการใช้หลักการแรงโน้มถ่วงของโลกโดยให้เอียงหูข้างที่น้ำเข้าหูลงให้ตรงมากที่สุด แล้วรอสักพักน้ำก็จะไหลออกมาเอง 
  2. ใช้น้ำยาหยอดหู สำหรับน้ำยาที่จะใช้มี 2 อย่างคือ ยาหยอดหูที่เป็นแอลกอฮอล์  โดยใช้หลักการระเหย แถมยังเป็นการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียอีกด้วย เพียงแค่นำน้ำยามาหยดใส่ลงไปในรูหูประมาณสัก 3-4 หยุด ทิ้งไว้สักพักแล้วก็ตะแคงหูลงให้น้ำไหลออกมาเอง กับอีกแบบคือหยดด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 

อันนี้จะช่วยเรื่องขี้หูที่มีค้างอยู่ในหูให้ไหลตามออกมาได้อีกด้วย วิธีการก็คล้ายๆกันคือหยดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ลงไปในรูหูสัก 3-4 หยดรอสักพักแล้วคอยตะแคงเอาน้ำออก ก็ใช้ได้แล้ว สำหรับน้ำยาหยดหูนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้ายขายยาทั่วไปหรือจะไปซื้อที่โรงพยาบาลก็ได้

  แต่มีข้อควรระวังเอาไว้คือ กลุ่มคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคในช่องหู ไม่ควรจะใช้พวกน้ำยาหยอดหู ที่สำคัญอย่าเอาสำลีพันไม้มาแคะหูเด็ดขาด จะยิ่งทำให้หูเกิดการเป็นแผลและเกิดการอักเสบได้ สำหรับคนที่มีปัญหาในช่องหูอยู่แล้ว ควรไปพบแพทย์ให้รักษาให้

รู้จักกับโรคน้ำวุ้นในตาเสื่อมและจอประสาทตาหลุด

ด้วยยุคสมัยที่เราอยู่ในปัจจุบันกลายเป็นยุคดิจิทัล ไม่ว่าคุณจะทำกิจกรรมอะไรก็จะต้องใช้สายตาในการเพ่งจอซะส่วนใหญ่ ทำให้ดวงตาเรากำลังมีปัญหา การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปีสามารถให้คำตอบได้ ดังนั้นการตรวจสุขภาพตาในทุกปีๆ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้เราสามารถเดาทางดวงตาของเราได้ว่า กำลังจะสี่ยงเป็นโรคทางตาหรือไม่ หรือสามารถช่วยให้เราวางแผนในการรักษาและดูแลสุขภาพดวงตา วันนี้เราจะแนะนำให้ท่านรู้จักกับโรคทางตา 2 โรค ได้แก่ โรคน้ำวุ้นตาเสื่อม และโรคจอประสาทตาหลุด

1. โรคน้ำวุ้นในตาเสื่อม
โดยปกติของการทำงานของน้ำวุ้นในตา เมื่อเราอายุมากขึ้น น้ำวุ้นตาจะสลายกลายเป็นน้ำ โดยที่บางส่วนอาจจับตัวกันเป็นก้อน เมื่อไรที่เราลืมตาและแสดงส่องผ่านเข้ามาในตาจะกระทบกับก้อนตะกอนนั้นเกิดเป็นเงาสะท้อนในดวงตา ซึ่งทำให้เราเห็นคล้ายมีจุดขวางลูกตาอยู่ หรือคล้ายแมลงบินไปมา และมันสามารถขยับได้ตามการกลอกตาของเรา ซึ่งภาวะนี้ไม่อันตรายหากจอประสาทตาไม่ได้มีการฉีกขาดนั่นเอง แต่ถึงแม้จะไม่อันตราย แต่สร้างความรำคาญใจได้ จึงควรตรวจตาเพื่อหาดูว่ามีจอประสาทตาฉีกขาดเป็นรู หรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดจอประสาทตาหลุดลอก

2. โรคจอประสาทตาหลุดลอก
เกิดขึ้นเมื่อจอประสาทตาหลุดลอกออกจากเนื้อเยื่อลูกตา จึงทำให้จอประสาทตาไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ต้องรีบทำการรักษาเพราะหากไม่รักษาโดยเร็วอาจส่งผลถึงขั้นร้ายแรง คือ สูยเสียการมองเห็น อาการนำของโรคนี้ ได้แก่อาการมองเห็นแสงฟ้าแลบคล้ายไฟแฟลชกล้องถ่ายรูป มีสิ่งบดบังในการมองเห็นมองเห็นเหมือนมีอะไรลอยไปมา มองเห็นเป็นจุดหรือใยแมงมุม การมองเห็นมีเงาคล้ายผ้าม่านมาปิด หรือเหมือนน้ำท่วมที่ค่อยๆ สูงขึ้น อาการของโรคจอประสาทตาหลุดออกมา จะทรุดลงเรื่อยๆ และเริ่มมองไม่ค่อยเห็นอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นที่จะต้องรักษาทันทีเมื่อรู้ว่ากำลังป่วยเป็นโรคทางตานี้

ไม่สูบบุหรี่ก็เป็นมะเร็งปอดได้

ถ้าไม่เคยสูบบุหรี่ คุณจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดหรือไม่?
ผู้ที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดจะต้องเป็นผู้สูบบุหรี่ และสูดดมควันที่เป็นพิษเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานานเท่านั้น ถ้าคุณคิดแบบนี้ แสดงว่าคุณคิดผิด เพราะจริงๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้คนๆ หนึ่ง เป็นโรคมะเร็งปอดได้มีมากหลายสาเหตุ เช่น ทำอาชีพพ่อครัวมา 10 ปี สูดดมจากการทำอาหารมาตลอด หรือชอบปฏิบัติธรรมมีการสูดควันที่มาจากธูปหรือเทียน และการเกิดยีนกลายพันธุ์ขึ้นในร่างกาย ดังนั้นทุกคนก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดได้หากได้รับหรือสูดดมควันอะไรสักอย่างเข้าไปเป็นเวลานาน

เมื่อทำความรู้จักกับสาเหตุของการเป็นโรคมะเร็งปอดแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการสังเกตว่าตัวเราเองและคนรอบข้างว่าเป็นโรคมะเร็งปอดหรือไม่ โดยสังเกตจากการ ไอ เพราะการไอถือเป็นสัญญาณเตือนหนึ่งที่คนทั่วไปรับรู้กันดีว่าผู้ที่มีอาการไออาจจะมีปัญหาสุขภาพบางอย่างเกิดขึ้นที่ปอด หากคุณมีอาการไอเรื้อรัง ไอปนเลือด น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ เหนื่อยง่าย เสียงแหบ นี่คงถึงเวลาที่คุณควรไปตรวจสุขภาพตรวจคัดกรองมะเร็ง เพื่อจะได้รักษาได้ทันเวลาก่อนที่มะเร็งจะลุกลามไปถึงระยะสุดท้าย

ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด ต้องทำการเอกซเรย์ที่ปอด หรือส่องกล้องดูในหลอดลมว่ามีก้อนอยู่หรือไม่ จากนั้นจึงทำการผ่าตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจดูว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ และอีกวิธี คือ การตรวจวินิจฉัยด้วยรังสี
มะเร็งปอดแบ่งความรุนแรงของโรคออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 พบก้อนบางอย่างอยู่ในปอด ระยะนี้ไม่มีการแสดงอาการความผิดปกติของร่างกายออกมา ระยะนี้สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกจากปอดได้

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มีการแพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด ระยะนี้ยังสามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกจากร่างกาย

ระยะที่ 3 ระยะที่พบการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองและในช่องอก การรักษาอาจใช้วิธีการผ่าตัด หรือ ฉายรังสี เพื่อให้เซลล์มะเร็งมีขนาดเล็กลงแล้วจึงค่อยผ่าตัด

ระยะที่ 4 เป็นระยะที่รุนแรงที่สุดแล้วเพราะมะเร็งได้ลุกลามไปทั่วร่างกาย เช่น สมอง ตับ กระดูก และต่อมหมวกไต เป็นต้น

การรักษาโรคมะเร็งปอดระยะที่ 4 มีหลายวิธี ได้แก่ การรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy) ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีโปรตีนบางชนิดทำงานผิดปกติบนผิวของมะเร็ง และการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapies) หากแพทย์ตรวจพบว่าชิ้นเนื้อร้ายมีสาเหตุมาจากยีนกลายพันธุ์ เป็นต้น

เป็นโรคตับแข็งสามารถอยู่ได้กี่ปีกันแน่ ?

เนื่องจากการเป็นโรคตับ ไม่ว่าจะเป็นตับอ่อนหรือตับแข็ง เราก็ตอบให้ตรงๆไม่ได้ว่าเป็นโรคตับอ่อนหรือเป็น โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี กันแน่ เพราะเนื่องจากปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น การดูแลตนเองหลังการรู้ว่าเป็นโรค การทายาที่ตรงต่อเวลา การรักษาอย่างสม่ำเสมอ แม้กระทั่งการออกกำลังกายอีกด้วย

ตับอ่อนคืออะไร ?

ตับอ่อนเป็นอวัยวะหนึ่งในร่างกายของเราที่อยู่บริเวณทางเดินอาหาร ลักษณะของมันมีรูปร่างยาวเหมือนใบไม้ เป็นต่อมขนาดใหญ่ประมาณ 10 เซนติเมตรอยู่ด้านหลังของกระเพาะอาหาร และจงอย่าเข้าใจผิดว่าตับ กับตับอ่อนนั้นเป็นอวัยวะเดียวกัน ตับคืออวัยวะขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่คัดกรองสารพิษออกจากร่างกายและอื่นๆอีกมากมาย แต่ตับอ่อนนั้นทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด และสร้างน้ำย่อยอาหารโดยเฉพาะ โดยตับอ่อนจะประกอบไปด้วยเซลล์หลัก 2 ชนิด คือเซลล์จากต่อมไร้ท่อ และเซลล์จากต่อมมีท่อ

ซึ่งตับอ่อนของเราก็มีโรคที่สามารถเกิดขึ้นกับมันได้เหมือนกัน โรคที่เกิดกับตับอ่อนและพบได้บ่อยที่สุดนั้นก็คือ โรคตับอ่อนอักเสบ จะเป็นภาวรที่น้ำย่อยในตับอ่อนไม่สามารถไหลผ่านท่อของตับอ่อนออกไปได้ ทำให้การย่อยเนื้อเยื่อของตัวตับอ่อนมีประสิทธิภาพลดลง และทำให้เกิดการอักเสบขึ้น

 

หากมีการอักเสบบ่อยๆจะกลายเป็นเรื้อรังและเริ่มมีหินปูนเกาะตามผิวของตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนมีขนาดที่เล็ดลงและเสื่อมสภาพการทำงาน การอับเสบของตับอ่อนจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 ประเภทการอักเสบแบบเฉียบพลัน

ประเภทนี้แรกเริ่ม จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงตลอดเวลา โดยจะปวดร้าวไปทางด้านหลัง รวมไปถึงอาการคลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วย แต่ก็มีบางกลุ่มที่จะเป็นไม่มาก ปวดเพียงเล็กน้อยหรือไม่ปวดเลยก็เป็นได้ แต่จะพบได้น้อยมาก

 

2 ประเภทการอับเสบแบบเรื้อรัง

ประเภทนี้จะไม่ค่อยมีอาการเท่าไรนัก แต่หลักๆจะมีอาการปวดท้อง ไม่สามารถคุมน้ำตาลได้ มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นโรคเบาหวาน ท้องเสียเรื้อรังเนื่องจากไม่สามารถย่อยไขมันได้ น้ำหนักลด ถ่ายอุจจาระมีไขมัน ตัวเหลือง ตาเหลือก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการหลีกเลี่ยงเหตุที่จะทำให้เกิดโรคตับอ่อน เราก็สามารถทำได้โดยการ ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ แค่นี้เราก็ไม่อยู่ในภาวะเสียงของการเป็นโรคตับอ่อนแล้ว

ดูแลกระดูกสันหลังด้วย 10 วิธีง่ายๆ

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยปวดหลัง ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลังเล็กน้อย เมื่อยขบแค่ไม่กี่นาที ไปจนถึงปวดหลังเป็นวันๆ ต้องเพิ่งยากอเอี๊ยะ หรือไปพบแพทย์กันเลยทีเดียว แต่ละคนมีสาเหตุในอาการปวดหลังแตกต่างกัน ทั้งออฟฟิศซินโดรม พฤติกรรมในการดำเนินชีวิต หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกาย

จึงขอแนะนำ 10 วิธีดูแลกระดูกสันหลัง ลดอาหารปวดหลัง มาให้ทุกคนศึกษากันค่ะ

1. เลือกเก้าอี้นั่งทำงานให้ดี ปรับเบาะให้สูงกำลังดี สังเกตได้จากการวางมือลงบนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ มุมข้อศอกต้องทำมุม 90 องศา หรือมุมฉาก จะได้ไม่ต้องยกไหล่พิมพ์นานๆ

2. อย่านั่งไขว่ห้างนานๆ ปรับเปลี่ยนท่านั่งเรื่อยๆ เพราะการนั่งไขว่ห้างทำให้น้ำหนักเอียงไปสะโพกข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป

3. อย่านั่งไม่เต็มเบาะนั่ง หากเบาะของเก้าอี้นั่งไม่สบาย หรือนั่งเต็มเบาะ พิงพนักแล้วไม่สบายหลัง ให้ลองหาหมอนเล็กๆ แบนๆ หรือพนักพิงนุ่มๆ มาใส่ที่พนักพิงของเก้าอี้แทน

4. หากจำเป็นต้องยืนนานๆ อาจจะยืนพรีเซนต์งาน ยืนบนรถเมล์ รถไฟฟ้า ควรลงน้ำหนักที่เท้าทั้งสองข้างเท่าๆ กัน อย่าลงน้ำหนักที่เท้าข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียว

5. พยายามยืนหลังให้ตรง อย่างุ้มไหล่ อย่าหลังค่อม เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยที่กระดูกสันหลังช่วงล่างได้

6. ไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูงที่ส้นสูงเกินกว่า 1 นิ้วครึ่งนานๆ เพราะอาจทำให้ปวดขา เกร็งขา และทำให้กระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ จนเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังได้

7. ไม่ควรสะพายกระเป๋าหนักๆ เพียงข้างเดียวนานๆ เพราะอาจทำให้ปวดไหล่ และอาจทำให้กระดูกสันหลังคดงอได้

8. ไม่ควรหิ้วของหนักบ่อยๆ ด้วยแขนข้างเดียว หรือนิ้วมือข้างเดียว เพราะทำให้เกิดอาการปวดไหล่ ปวดหลังช่วงบนได้

9. การซิทอัพอย่างหักโหม ก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน ดังนั้นอย่าซิทอัพอย่างหักโหมมากจนเกินไป ค่อยๆ เล่น และอย่าเพิ่มจำนวนครั้งมากเกินไปในคราวเดียว

10. ท่านอน หากเป็นการนอนตะแคงคุดคู้ หรือนอขดตัว ก็อาจทำให้ปวดหลังได้ ควรนอนท่านอนหงายจะสบาย และปลอดภัยมากที่สุด

เท่านี้ทุกคนก็ช่วยถนอมกระดูกสันหลังของคุณกันได้แล้วล่ะค่ะ ถ้าไม่อยากหลังงองุ้มก่อนวัยอันควร ช่วยกันดูแลและใช้งานกระดูกสันหลังอย่างถูกวิธีกันด้วยนะคะ

มลภาวะฝุ่น ต้องระมัดระวังและพร้อมรับมือ

ฝุ่นพิษเกิดขึ้นได้ อยู่กลางแจ้งต้องระวัง
ในช่วงที่อากาศแปรปรวนเสมือนมีหมอกปกคลุม บางครั้งอาจไม่ใช่หมอกแต่เป็นฝุ่นละอองที่มีปริมาณมากเกินขนาดจนเป็นพิษต่อร่างกาย ซึ่งอาจพบเป็นบางวันในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน ผู้ที่มีโรคประจำตัวทางระบบหายใจ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรต้องระวังและใส่ใจดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้

ฝุ่นละอองควรรู้
ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาหลักของคนเมือง แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ฝุ่นละอองที่มีปริมาณมากเกินขนาดในชั้นบรรยากาศส่งผลกระทบต่อร่างกายและการใช้ชีวิตได้มากกว่าที่คิด ดังนั้นการรู้เท่าทันในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า

  • ฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศมีขนาดตั้งแต่ 0.002 ไมครอน มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไปจนถึงขนาดใหญ่กว่า 500 ไมครอน ที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือฝุ่นที่มีขนาดตั้งแต่ 50 ไมครอนขึ้นไป
  • ฝุ่นละอองอาจเป็นของแข็งหรือของเหลว แต่ที่แขวนลอยบนอากาศได้เป็นเวลานานคือฝุ่นละอองขนาดเล็ก
  • ฝุ่นละอองที่สามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจและส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ คือ ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจทำให้เกิดการระคายเคืองและทำลายเนื้อเยื่อของอวัยวะนั้นได้ เช่น เนื้อเยื่อปอด หากรับเข้าไปมากเกินขนาดหรือติดต่อกันเป็นเวลานานจะเกิดการสะสมเป็นพังผืดหรือแผล สมรรถภาพปอดเสื่อม หลอดลมอักเสบ หอบหืด ถุงลมโป่งพอง และยังอาจทำให้ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย
  • มลพิษทางอากาศคนเมือง
    มลพิษทางอากาศในเมืองอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแหล่งกำเนิดหลัก ๆ ได้แก่
  • การจราจร
  • อุตสาหกรรม
  • การเผาในที่โล่ง

สุขภาพแย่เมื่อฝุ่นเกินขนาด
ฝุ่นละอองที่มีมากเกินขนาดส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้มากกว่าที่คิด ได้แก่

  • ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ
  • ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้มีอาการไอ มีเสมหะ หายใจไม่สะดวก หายใจวี้ด หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก
  • ระบบการไหลเวียนเลือดและหัวใจ ทำให้ร่างกายต้องเพิ่มอัตราการหายใจ เนื่องจากแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการหัวใจวาย เป็นต้น

การปฏิบัติตัวต้องทำ

  • ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังนอกอาคาร
  • บุคคลทั่วไป โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ไม่ควรทำกิจกรรมภายนอกอาคารเป็นเวลานาน
  • ถ้าหลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกอาคารไม่ได้ควรสวมหน้ากากหรือใช้ผ้าปิดจมูก
  • ดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดีไม่ปล่อยควันดำ
  • ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ใช้ระบบขนส่งมวลชนแทน
  • ติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างใกล้ชิด
  • หากเกิดความผิดปกติกับร่างกายควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ดื่มน้ำปริมาณเท่าไหร่ จึงดีต่อสุขภาพ

ดื่มน้ำน้อยลผลร้ายที่คุณคาดไม่ถึง

ดื่มน้ำน้อยและการไม่ชอบดื่มน้ำ นอกจากจะไม่ดีต่อสุขภาพ แล้ว การดื่มน้ำน้อยยังส่งผลเสียหลายอย่างต่อระบบร่างกายของเรา

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ

ถ้าเรารับน้ำเข้าไปไม่เพียงพอก็ถือว่าขาดน้ำ อวัยวะภายในจะรวนผิดปกติ เลือดจะข้น ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่าง ๆ หัวใจจะตีบตันเสียก่อน ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตัน ลำไส้จะแห้ง ทำให้ท้องผูก

เพราะภาวะสังคมที่รีบเร่ง คนทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์มักไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำ ไม่ชอบดื่มน้ำซึ่งจะทำให้ปัสสาวะบ่อย แต่ถ้าบอกว่า คนไข้โรคความจำเสื่อมเป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ ๆ ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. ทำให้เลือดข้นไขมันสูง หมอส่วนใหญ่จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้ ทำให้เลือดใสแต่เหมือนการคนน้ำให้ตกตะกอน แต่ก็ยังต้องใช้น้ำนำพาตะกอนออกมาอยู่ดี มันจะได้ไม่กลับไปอุดตันเส้นเลือดเหมือนเดิม

ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ

1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ

2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ

3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ

4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ

5. (สำหรับผู้หญิง ) รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน

เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ ร่างกายก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น เป็นสิว ฝ้ากระ ฝี ริดสีดวง ถ้าเรามีอาการดังที่กล่าว อาจแสดงถึงว่าร่างกายมีของเน่าเสียอยู่ภายใน เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่ควรมองข้าม การกินหรือฉีดยาไม่ใช่วิธีเดียวในการรักษาหรือบำบัดโรคให้หายไป ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไขทีหลัง!