All posts by admin

โรคหนองใน

โรคหนองในที่เราเคยได้ยินนั้นมีอยู่สองอย่างคือหนองในแท้ กับหนองในเทียม ที่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย  ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อที่เกิดในอวัยวะเพศ ทวารหนัก  และลำคอ  และก็จะเกิดการติดต่อผ่านการที่เรามีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเชื้อ  และรวมไปถึงการติดต่อจากการที่เราตั้งท้องไปสู่ลูกน้อยได้เหมือนกันในช่วงระหว่างที่เราจะคลอดลูกนั้นด้วย  

        โรคของหนองในมักจะเกิดขึ้นหรือว่าแสดงอาการหลังจากที่เราร่วมเพศได้ประมาณสองอาทิตย์ หรือว่าหลังจากที่เราได้รับเชื้อ  หรือว่าบางคนนั้นก็จะไม่มีอาการว่าเป็นโรคนี้  จนผ่านมาเป็นเดือน  โดยส่วนมากนั้นผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคนี้  มักจะไม่แสดงอาการที่ชัดเจน  ทำให้ผู้ป่วยนั้นอาจจะไม่รู้ตัวหรือว่าได้การรักษา

โรคหนองในแท้ที่เกิดจากอวัยวะเพศในผู้หญิง และผู้ชายนั้นอาจมีอาการไม่เหมือนกัน  โดยมีอาการดังต่อไปนี้สำหรับผู้หญิง 

  • มีอาการตกขาวที่ผิดปกติขับออกมาจากทางช่องคลอด  และลักษณะเป็นน้ำ หรือว่าเป็นเส้นบางๆ  หรือว่ามีสีเขียวหรือว่าสีเหลือง  หรือว่าอาการที่เราตกขาวนั้นมากขึ้นกว่าปกติ  
  • เมื่อเราฉี่นั้นเราจะรู้สึกแสบ  หรือว่ามีอาการเจ็บ  
  • มีอาการฟกซ้ำแถวบริเวณท้องน้อย   แต่ว่าอาการนี้จะไม่ค่อยได้พบบ่อย   
  • มีเลือดออกหลังจากที่เรามีรอบเดือนหรือว่ามีเลือดออกหลังจากที่เรามีเพศสัมพันธ์  หรือว่าประจำเดือนนั้นมามากกว่าปกติ  ซึ่งอาการเหล่านี้นั้นไม่ได้เป็นบ่อยๆ 

อาการติดเชื้อหนองในแท้ผู้ชาย

  • มีหนองสีเหลืองหรือว่าสีเขียวที่ไหลออกมาจากอวัยวะเพศโดยอาการนี้จะเกิดขึ้นหลังจากการมีเพศสัมพันธ์  
  • มีอาการเจ็บแสบหรือว่าปวดในขณะที่เรากำลังปัสสาวะ  
  • เกิดอาการอักเสบของหนังที่หุ้มปลายอวัยวะเพศ  
  • มีอาการเจ็บหรือว่าบวม  ที่ลูกอัณฑะข้างในข้างหนึ่ง  แต่ว่าอาการนี้จะพบได้ไม่บ่อย  

โรคหนองในแท้นั้นยังสามารถที่จะแพร่เชื้อไปสู่ลูกน้อยของเรานั้นได้ด้วยในช่วงที่เรากำลังคลอดออกมา  โดยลูกน้อยของเราจะได้รับผลที่กระทบคือการติดเชื้อที่ดวงตาทั้งสองข้างในช่วงสองอาทิตย์แรก  และก็จะทำให้ตาของลูกน้อยของเราเกิดอาการบวมแดง  มีของเหลวลักษณะเหนียวข้นคล้ายหนองไหลออกมา  หรือว่าอาจจะถึงขั้นทำให้ตาของลูกน้อยนั้นบอดได้เลยและนอกจากนี้นั้นยังเกิดอาการที่ติดเชื้อที่รุ่นแรงกับอวัยวะอื่นๆนั้นอีกด้วยซึ่งจะส่งผลที่อันตรายต่อชีวิตของลูกน้อยของเรานั้นได้   

ดังนั้นผู้หญิงที่กำลังตั้งท้องนั้นถ้าเกิดอาการที่สงสัยว่าเราจะเชื้อหรือว่าเป็นหนองในแท้หรือเปล่านั้นให้เรารีบไปพบคุณหมอเพื่อที่จะเข้าการรักษาที่เหมาะสม  รวมไปถึงคนที่คิดว่าเราจะเกิดการติดเชื้อถึงแม้ว่าอาการโรคของหนองในแท้จะไม่มีอาการว่าเราเป็นโรคหนองในแท้ แต่ว่าอาการที่เรากล่าวถึงไปนั้นสามารถที่จะหายเองได้  เนื่องจากการที่เราได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง  

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ประโยชน์ของอาหารเช้า

หลายๆคนมักจะหลงลืมการทานอาหารเช้า หรือเป็นเพราะว่าในตอนเช้าเป็นเวลาที่เร่งรีบจากตื่นนอนเพื่อไปโรงเรียน ไปทำงาน ทำให้ไม่มีเวลาเตรียมอาหาร หรือแม้แต่จะซื้อทานข้างนอก อาหารมื้อเช้าของใครหลายๆคนถึงเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามไป อาจจะคิดว่าก็แค่อาหารมื้อเดียว มื้ออื่นๆก็ยังทานเหมือนเดิม แต่รู้หรือไม่ว่า อาหารเช้านั้นเป็นมื้ออาหารที่ไม่ควรงดเลย เพราะอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด ถ้าหากไม่ทานอาหารเช้าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายในหลายๆด้าน การเริ่มต้นเช้าวันใหม่อย่างสดชื่นและเสริมสร้างสุขภาพที่ดี การทานอาหารเช้าจึงสำคัญก่อนเริ่มทำกิจกรรมในทุกๆวัน จึงมีความสำคัญของการทานอาหารเช้า 5 ประโยชน์ความสำคัญมาบอกต่อกันให้รู้

เสริมสร้างมีพลังงาน

ในตอนเช้าหลังการตื่นนอน ทุกคนมักจะมีอาการเหนื่อยล้า งัวเงีย รู้สึกไม่อยากตื่น แต่ก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะในทุกๆวันเราจะต้องตื่นมาทำกิจกรรมประจำวัน ในตอนเช้าท้องจะว่างเนื่องจากว่าอาหารมื้อสุดท้ายที่ได้ทานนั้นคือก่อนนอน และมีระยะเวลาที่ห่างเมื่อคุณตื่นขึ้นมา การทานอาหารเช้าจึงสำคัญ เพื่อจะทำให้มีแรงที่จะสามารถนำไปไปใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดวัน

เสริมสร้างความทรงจำ

บางคนเลือกจะทานอาหารมื้อเช้าเป็นกาแฟ แต่นั้นไม่เพียงพอต่อร่างกาย อาหารเช้าจึงเป็นสิ่งควรทานเพราะจะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย นั้นหมายความว่า สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายเหล่านั้นจะนำไปช่วยบำรุงสมอง ช่วยทำให้มีความจำที่ดีขึ้น

เสริมสร้างระบบเผาผลาญที่ดี

การทานอาหารที่ดีอย่าทานมื้อใหญ่ๆมื้อเดียว แต่ควรแบ่งการทานออกเป็นหลายๆมื้อจะดีกว่า บางคนอาจจะแบ่งเป็น 3 มื้อต่อวัน หรือ 5 มื้อต่อวันก็ได้ แต่ที่สำคัญคือจะมีต้องทานอาหารเช้า การทานมื้อเช้าทุกวัน จะทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายถูกกระตุ้น ระบบการเผาผลาญจะมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น และช่วยปัญหาในเรื่องของระบบขับถ่ายอีกด้วย

เสริมสร้างหุ่นที่ดี

ใครที่กำลังลดหุ่นกันอยู่ ควรรู้ไว้เลยว่า อาหารเช้า ห้ามงดเด็ดขาด เพราะถ้าไม่ทานอาหารเช้านั้นจะส่งผลเสียต่อการทานอาหารมื้อถัดๆไป จะทำให้ร่างกายหิวเร็ว การทานมื้อถัดไปจึงรู้สึกหิวมาก และทานอาหารมากกว่าเดิม หากคุณทานอาหารเช้า จะช่วยทำให้การทานอาหารมื้อกลางวันและมื้อเย็นได้น้อยลง

 

เสริมสร้างทางด้านอารมณ์ที่ดี

การทานอาหารเช้านอกจะทำให้ไม่หิวเร็ว หรือ มีแรงในการทำกิจกรรมประจำวันนั้น การทานอาหารเช้าที่มีสารอาหารจำพวกน้ำตาล ยังเสริมสร้างที่จะทำให้อารมณ์ดี ไม่หงุดหงิดง่าย และมีความสุขกับการกิจกรรมต่างๆ ที่ทำในทุกวัน

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

การเกิดเสียงในหู เกิดได้จากอะไรบ้าง

หูเป็นอวัยวะสำคัญอีกหนึ่งอย่าที่เอาไว้ฟังเสียงต่าง ๆ ในชีวิตของคนเราและเมื่อมีเสียงรบกวนในหูหลายคนมักจะชะล่าใจอาจจะคิดว่าเดี๋ยวก็หายได้เอง จึงปล่อยไว้จนเกิดความรำคาญ และทุกข์ทรมาน ซึ่งอาจร้ายแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้นเมื่อมีเสียงรบกวนในหูจนผิดสังเกต จะต้องพบแพทย์โดยเร็วที่สุดจะช่วยให้ทำการรักษาได้ทันท่วงทีและยังลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับหูได้อีกด้วย  และอาการของเสียงในหูนั้นมักจะได้ยินเสียงเหล่านี้เสียงพรึบพรับ, เสียงฮึมฮัม, เสียงดังคลิก, เสียงสะท้อน ,เสียงก้องในหู , เสียงหึ่ง ๆ ,เสียงตุ้บ ตุ้บ, เสียงฟู่ ตามจังหวะหัวใจหรือชีพจร, เสียงคล้ายเครื่องจักร,เสียงลม ,เสียงวี้ด ๆ และเสียงจิ้งหรีดร้อง

ซึ่งเสียงที่ดังรบกวนในหูของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไปตามระดับเสียง มีตั้งแต่เสียงที่ต่ำไปจนถึงที่เสียงสูง และสามารถเกิดขึ้นได้กับหูข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ และจะได้ยินเสียงชัดเจนที่สุดเมื่ออยู่ในสถานที่เงียบ ๆ ปัญหาของเสียงรบกวนในหูที่ชัดเจนคือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเพราะอาจจะทำให้การทำงานล่าช้าลงและจะเกิดอาการหงุดหงิดได้ หรือทำให้มีปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ

เช่นปัญหาด้านสุขภาพจิต และปัญหาด้านสุขภาพหูตามมา เช่น หงุดหงิด อ่อนเพลีย เครียด วิตกกังวล มีปัญหาด้านความจำหรือการนอนหลับ เป็นต้น และอาการเหล่านี้จะหมดไปก็ต่อเมื่อผู้ป่วยที่มีลักษณะเช่นนี้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหูโดยตรง เพื่อให้คุณหมอวินิจฉัยโรคว่าเกิดจากอะไร มีอะไรอยู่ในหูหรือไม่ ที่ทำให้เกิดเสียงที่รบกวน

ถ้าหากแพทย์วินิจฉัยเจอว่ามีคืออะไรก็จะทำการรักษาได้อย่างถูกวิธีและถูกต้อง การรักษาก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดี และตัวผู้ป่วยเองก็จะไม่เกิดอาการมีเสียงรบกวนในหูอีก แต่อย่างไรก็ตามการรักษาจะได้ผลที่สุดก็ต่อเมื่อผู้ป่วยทำตามที่แพทย์สั่งทุกอย่างอ อย่างเคร่งขัดและดูแลตนเองให้ดี ไม่ให้มีความเสี่ยงต่อการจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับหู หรือโรคที่มีเสียงข้างในหู

เพราะถ้าหากยังละเลยไม่ใส่ใจ ไม่สังเกตุตนเองนั้นอาจจะส่งผลให้เกิดโรคได้ง่ายและอาจจะพบว่าเป็นโรคที่เกี่ยวกับหในระยะที่หูเกิดอาการที่รุนแรงเกินที่จะรักษาได้ และหากรุ่นแรงมากๆอาจจะทำให้เสียการได้ยินไปเลย ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมากและส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิตด้วย และอาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการทางจิตได้ด้วยเช่นกัน ฉะนั้นหากเกิดข้อสงสัยหรือเกิดอาการที่เกี่ยวกับหูต้องไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เครื่องช่วยฟัง

ใครที่ควรจะล้างจมูกเป็นประจำ

   การล้างจมูกคือการที่เราฉีดน้ำเกลือที่มีความเข็มข้น 0.9 % เข้าไปในโพรงจมูกด้วยการนำกระบอกฉีดยาดูดน้ำเกลือแล้วฉีดเข้าไปเพื่อล้างเอาสิ่งสกปกติที่อยู่ในโพรงจมูกออกมา เช่นฝุ่นละออง และน้ำมูก เพื่อเป็นการเคลียร์ภายในโพรงจมูกให้โล่งไม่มีอะไรไปค้างอยู่ภายในทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น เชื่อว่าหลายคนคงเคยเป็นไข้หวัดและเคยมีอาการที่น้ำมูกค้างอยู่ในโพรงของรูจมูกทำให้เราหายใจไม่ค่อยสะดวก

รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ค่อยออก ซึ่งเมื่อมีอาการแบบนี้เกิดขึ้นทั้งเด็กและผู้ใหญ่เมื่อไปพบแพทย์ คุณหมอจะแนะนำให้เอาน้ำเกลือมาล้างในโพรงจมูกเพื่อที่น้ำเกลือจะได้ดันเอาน้ำมูกที่ทั้งเหนียวและข้นออกมาทำให้จมูกเรารู้สึกโล่งและสามารถหายใจได้คล่องขึ้น ซึ่งนอกจากคนที่เป็นไข้หวัดแล้วยังมีอีกหลายโรคที่คุณหมอจะแนะนำให้ล้างจมูกเพื่อเป็นการบรรเทาให้อาการของโรคดีขึ้น สามารถช่วยลดการรักษาด้วยการทานยาได้ด้วย เรามาดูกันว่ามีอาการของโรคไหนบ้างที่ควรจะใช้น้ำเกลือล้างจมูก

        กลุ่มคนที่ควรจะนำน้ำเกลือมาล้างจมูกเป็นประจำคือคนที่ไปโรคไข้หวัด  โรคไซนัส โรคภูมิแพ้ที่มักจะมีอาการโพรงจมูกอักเสบเป็นประจำ ไซนัส หรือคนที่เคยผ่านตัดจมูก และคนที่เป็นโรคริดสีดวงจมูก เพราะกลุ่มคนที่เป็นโรคเหล่านี้จะมีอาการคล้ายกันคือมีน้ำมูกหรือของเหลวไปขังอยู่ในโพรางจมูกซึ่งจะสร้างความรำคาญให้กับคนที่เป็นโรคเหล่านี้เพราะการหายใจจะค่อนข้างหายใจลำบากเนื่องจากอากาศจะไปติดตรงน้ำมูกเหล่านี้ทำให้ท่อจมูกตัน บางคนต้องหันมาใช้การหายใจทางปากแทน ซึ่งน้ำมูกที่ค้างหรือของเหลวที่ค้างอยู่ในโพรงจมูกนี้

หากเราไม่ขับออกมาจะกลายเป็นน้ำเน่า จะมีกลิ่นเหม็นโดยเราสามารถสังเกตคนที่เป็นโรคไซนัสได้ว่า คนที่เป็นโรคนี้มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจที่มีกลิ่นเหม็นเน่าออกมา นั่นก็เพราะในโพรงจมูกของเขาจะมีน้ำมูกค้างอยู่หากไม่เอาออกก็จะทำให้มีกลิ่นเหม็นเน่าขึ้นมาได้ ดังนั้นคุณหมอมักจะแนะนำให้มีการนำน้ำเกลือมาล้างจมูกเป็นประจำทั้งเช้าและเย็นเพื่อให้จมูกสะอาด และเพื่อขับเอาน้ำมูกที่อยู่ด้านในออกมาให้หมดเพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นเหม็น และการที่เราล้างจมูกเป็นประจำจะทำให้อาการของโรคต่างๆดีขึ้น

ซึ่งจะมีผลการการที่คุณหมอสามารถให้เรางดยาบางตัว ไม่ต้องทานยาหลายตัวได้ และหากล้างจนน้ำมูกหมดก็อาจจะสามารถทำให้หายจากโรคดังกล่าวได้ 

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick รีวิว

โรคไข้หวัด

    โรคไข้หวัด มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส

ซึ่งส่วนมากแล้วจะมีการติดต่อของโรคผ่านทางน้ำมูก การไอหรือจาม ยิ่งมีคนเยอะมากเท่าไหร่โรคนี้ก็จะแพร่ระบาดเร็วมากขึ้นเท่านั้น สถานที่ที่เรามักจะติดโรคไข้หวัดมาได้แก่ โรงเรียน โรงหนัง และตามห้างสรรพสินค้าหรือตามจุดที่อากาศไม่ค่อยถ่ายเท สำหรับโรคหวัดนั้นสามารถเป็นกันได้ทุกเพศ ทุกวันไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่  และยิ่งเฉพาะในเด็กและกลุ่มคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็จะมักจะเป็นโรคไข้หวัดได้มากกว่าคนกลุ่มอื่น

       สำหรับอาการของโรคไข้หวัดนั้น เราจะพบว่าจะมีอาการตัวร้อน มีไข้นิดๆ ปวดหัวนิดหน่อย และบางคนอาจจะมีอาการไอและจามเล็กน้อย แต่บางครั้งบางอาการก็อาจจะไม่เป็นก็ได้เช่น อาจจะมีการจาม มีน้ำมูกแต่ไม่มีไข้ก็ได้เช่นกัน ซึ่งรักษาอาการของโรคไข้หวัดนั้นไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาก

ให้รักษาตามอาการได้เลยไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ เพราะโดยปกติแล้วคนที่มีอาการของโรคไข้หวัดนั้นมักจะไม่ได้มีอาการหนักจนน่าเป็นห่วงและการรักษาก็ให้รักษาตามอาการเช่น หากปวดหัว ตัวร้อนก็หายามากินซึ่งเราสามารถหาซื้อยาแก้ไข้ได้ตามร้านขายยาทั่วไปเพียงเราแจ้งอาการที่เป็นให้กับทางเภสัชกร ทางร้านก็จะจัดยามาให้เราได้ตามที่เราต้องการซึ่งการรักษาอาการไข้หวัดที่ดีนั้นเพียงแค่เรานอนพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำอุ่นมากๆ งดเว้นการกินน้ำเย็นหรือของเย็นไปก่อนในช่วงที่ไม่สบายรับรองไม่เกิน 3 วันอาการไข้ของคุณก็จะหายทันที

โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินไปหาหมอที่โรงพยาบาลให้รักษาเลยด้วยซ้ำ เพราะหากใครที่เคยไม่สบายด้วยอาการของไข้หวัดและเคยไปใช้บริการที่โรงพยาบาลจะเห็นได้ว่าเวลาที่ทางโรงพยาบาลจัดยาแก้ไขมาให้เราทานก็เป็นยาไทลินอล ธรรมดาที่เราก็สามารถหาซื้อกินได้ตามร้านขายยาทั่วไปนั่นเอง 

      ในช่วงที่เรามีอาการไข้หวัดนั้นแนะนำว่าควรจะต้องใช้หน้ากากอนามัยปิดปากจนกว่าจะหายดีเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปให้กับคนอื่นๆในครอบครัว ส่วนการรับประทานอาหารอันที่จริงก็สามารถรับประทานอาหารพร้อมกันคนอื่นๆในครอบครัวได้เพียงแต่ต้องใช้ช้อนกลางในการตักอาหารเท่านั้นเอง 

สำหรับวิธีการดูแลไม่ให้เป็นไข้หวัดนั้น เราควรทำร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากออกไปกลางแจ้งควรพกร่มเผื่อว่ามีฝนตก หรือกางร่มเพื่อป้องกันแสงแดด ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้งห้าหมู่และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญในช่วงนี้มลพิษทางอากาศมีเยอะควรใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ต้องออกจากบ้าน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

กินอิ่ม นอนหลับ อาการง่วงหลังจากทานอาหาร

กินอิ่ม นอนหลับ อาการง่วงหลังจากทานอาหาร
การตื่นมาปฏิบัติงานในเช้าตรู่นั้นยาก แต่ว่าวิธีการทำให้ตัวเราเองไม่ง่วงนอนภายหลังการกินข้าวนั้นยากมากกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำว่า “หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อนยาน” จะแอบหลับในที่ทำงานก็อาจจะทำไม่ได้ เนื่องจากงานที่กองเป็นเทือกเขายังรออยู่มากมาย แถมบางทีอาจจะโดนนายจ้างต่อว่าต่อขาน บอบช้ำไปกว่านั้น หากผิดลดจำนวนเงินเดือน ก็อาจโดนไล่ออกแน่นอนอาการที่เกิดกวนประสาทคุณนี้เรียกว่า “ฟู้ดโคม่า” วันนี้จะพาทุกคนมารู้จักกับอาการนี้กัน

อาการง่วงงุนภายหลังจากการทานอาหาร (Food Coma) เป็นอย่างไร ?
อาการง่วงหงาวหาวนอนข้างหลังรับประทานอิ่ม ทางด้านการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า ฟู้ดโคม่า (Food Coma) ในช่วงเวลาที่พวกเราทานอาหารในแต่ละมื้อที่มักประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แล้วก็ไขมัน เมื่อผ่านระบบการย่อยของอาหารแล้วร่างกายจะพิจารณาน้ำตาลหรือเดกซ์โทรส ซึ่งสามารถซึมไปสู่กระแสโลหิตเอาไปใช้เป็นพลังงานสำหรับเพื่อการดำเนินชีวิตประจำ แม้กระนั้นก็ยังมีกรดอะมิโนประเภทหนึ่งมาจากของกินที่พวกเราทานเข้าไปเช่นกัน เรียกว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งสารนี้จะเข้าสู่สมองและก็ระบบประสาททำให้ลดความเคร่งเครียด รวมทั้งทำให้ท่านเกิดอาการง่วงได้

อิ่มกระทั่งรู้สึก ง่วงหงาวหาวนอน มีสาเหตุมาจากสาเหตุอะไร ?
อาการง่วงหงาวหาวนอนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับคนที่ทำงานภายในออฟฟิศ ส่วนมากมีต้นเหตุจากการกระทำของการนอนหลับพักผ่อนน้อยจนเกินไป มีความตึงเครียดตื่นตระหนก ไม่บริหารร่างกาย แล้วก็กินอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ เว้นแต่ว่ายังมีสาเหตุอื่นอีกที่ทำให้ท่านเกิดดอาการอยากนอนระหว่างวัน

การกินอาหารที่มีส่วนประกอบของ ทริปโตเฟน (Tryptophan)
พบได้ทั่วไปในเนื้อสัตว์ และนมบางประเภทที่กินกันในชีวิตประจำวันที่ไม่สามารถหลบหลีกได้ด้วย ทริปโตเฟน (Tryptophan) จะเข้าสู่สมองและก็เพิ่มระดับเซโรโทนิน (Serotonin) ลดความสภาวะทางอารมณ์ ทำให้มีความรู้สึกบรรเทาให้ร่างกายจัดเตรียมสำหรับในการนอน

อันตรายไหม หากน้ำเข้าหู

          คุณเคยพบเจอกับอาการน้ำเข้าหูไหม เช่นไปว่ายน้ำแล้วน้ำเข้าหู หรืออาบน้ำจากฟักบัวที่บ้านก็ยังเจอปัญหาน้ำเข้าหู สำหรับอาการของน้ำเข้าหูคือ การที่น้ำเข้าไปอยู่ในรูหู แล้วทำให้หูของเรารู้สึกอื้อๆ ได้ยินเสียงไม่ชัดซึ่งจะเป็นการสร้างความรำคาญให้กับเราเป็นอย่างมาก เวลาจะเอาน้ำที่เข้าไปในหูออกจะทำด้วยการนำน้ำหยุดลงไปในหูเล็กน้อยหลังจากนั้นเอียงหูข้างที่มีน้ำข้างในลงรอสักพักน้ำข้างในหูก็จะไหลออกมา

โดยปกติแล้วน้ำเข้าหูไม่ถือว่าเป็นอันตรายเพราะเราสามารถนำออกได้ทันที

แต่หากเราปล่อยไว้แล้วน้ำไปรวมตัวกับขี้หูแล้วจับกันเป็นก้อนที่มีขนาดใหญ่ ขี้หูอาจจะไปบังรูในช่องหูจะมีผลต่อการได้ยินของเรา ทำให้เราได้ยินเสียงไม่ค่อยชัด และหากเกิดมีแรงกดดันภายในหู จะมีผลทำให้มีอาการปวดหูได้ และถ้าปวดหูแล้วยังไม่รีบรักษา จะกลายเป็นติดเชื้อในหู อาจส่งผลร้ายแรงต่อหูได้เช่นกัน ดังนั้นหากมีน้ำเข้าหูควรจะรีบเอาออก อย่าชะล่าใจเด็ดขาด อาจเสี่ยงที่จะต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง ในอนาคตได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากน้ำเข้าหูในผู้ป่วยที่มีปัญหาในรูหูอยู่แล้ว ยิ่งต้องระวังมากเป็นพิเศษ วิธีการนำน้ำเข้าหูให้ไหลออกมาคือ

  1. เป็นการใช้หลักการแรงโน้มถ่วงของโลกโดยให้เอียงหูข้างที่น้ำเข้าหูลงให้ตรงมากที่สุด แล้วรอสักพักน้ำก็จะไหลออกมาเอง 
  2. ใช้น้ำยาหยอดหู สำหรับน้ำยาที่จะใช้มี 2 อย่างคือ ยาหยอดหูที่เป็นแอลกอฮอล์  โดยใช้หลักการระเหย แถมยังเป็นการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียอีกด้วย เพียงแค่นำน้ำยามาหยดใส่ลงไปในรูหูประมาณสัก 3-4 หยุด ทิ้งไว้สักพักแล้วก็ตะแคงหูลงให้น้ำไหลออกมาเอง กับอีกแบบคือหยดด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 

อันนี้จะช่วยเรื่องขี้หูที่มีค้างอยู่ในหูให้ไหลตามออกมาได้อีกด้วย วิธีการก็คล้ายๆกันคือหยดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ลงไปในรูหูสัก 3-4 หยดรอสักพักแล้วคอยตะแคงเอาน้ำออก ก็ใช้ได้แล้ว สำหรับน้ำยาหยดหูนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้ายขายยาทั่วไปหรือจะไปซื้อที่โรงพยาบาลก็ได้

  แต่มีข้อควรระวังเอาไว้คือ กลุ่มคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคในช่องหู ไม่ควรจะใช้พวกน้ำยาหยอดหู ที่สำคัญอย่าเอาสำลีพันไม้มาแคะหูเด็ดขาด จะยิ่งทำให้หูเกิดการเป็นแผลและเกิดการอักเสบได้ สำหรับคนที่มีปัญหาในช่องหูอยู่แล้ว ควรไปพบแพทย์ให้รักษาให้

รู้จักกับโรคน้ำวุ้นในตาเสื่อมและจอประสาทตาหลุด

ด้วยยุคสมัยที่เราอยู่ในปัจจุบันกลายเป็นยุคดิจิทัล ไม่ว่าคุณจะทำกิจกรรมอะไรก็จะต้องใช้สายตาในการเพ่งจอซะส่วนใหญ่ ทำให้ดวงตาเรากำลังมีปัญหา การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปีสามารถให้คำตอบได้ ดังนั้นการตรวจสุขภาพตาในทุกปีๆ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้เราสามารถเดาทางดวงตาของเราได้ว่า กำลังจะสี่ยงเป็นโรคทางตาหรือไม่ หรือสามารถช่วยให้เราวางแผนในการรักษาและดูแลสุขภาพดวงตา วันนี้เราจะแนะนำให้ท่านรู้จักกับโรคทางตา 2 โรค ได้แก่ โรคน้ำวุ้นตาเสื่อม และโรคจอประสาทตาหลุด

1. โรคน้ำวุ้นในตาเสื่อม
โดยปกติของการทำงานของน้ำวุ้นในตา เมื่อเราอายุมากขึ้น น้ำวุ้นตาจะสลายกลายเป็นน้ำ โดยที่บางส่วนอาจจับตัวกันเป็นก้อน เมื่อไรที่เราลืมตาและแสดงส่องผ่านเข้ามาในตาจะกระทบกับก้อนตะกอนนั้นเกิดเป็นเงาสะท้อนในดวงตา ซึ่งทำให้เราเห็นคล้ายมีจุดขวางลูกตาอยู่ หรือคล้ายแมลงบินไปมา และมันสามารถขยับได้ตามการกลอกตาของเรา ซึ่งภาวะนี้ไม่อันตรายหากจอประสาทตาไม่ได้มีการฉีกขาดนั่นเอง แต่ถึงแม้จะไม่อันตราย แต่สร้างความรำคาญใจได้ จึงควรตรวจตาเพื่อหาดูว่ามีจอประสาทตาฉีกขาดเป็นรู หรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดจอประสาทตาหลุดลอก

2. โรคจอประสาทตาหลุดลอก
เกิดขึ้นเมื่อจอประสาทตาหลุดลอกออกจากเนื้อเยื่อลูกตา จึงทำให้จอประสาทตาไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ต้องรีบทำการรักษาเพราะหากไม่รักษาโดยเร็วอาจส่งผลถึงขั้นร้ายแรง คือ สูยเสียการมองเห็น อาการนำของโรคนี้ ได้แก่อาการมองเห็นแสงฟ้าแลบคล้ายไฟแฟลชกล้องถ่ายรูป มีสิ่งบดบังในการมองเห็นมองเห็นเหมือนมีอะไรลอยไปมา มองเห็นเป็นจุดหรือใยแมงมุม การมองเห็นมีเงาคล้ายผ้าม่านมาปิด หรือเหมือนน้ำท่วมที่ค่อยๆ สูงขึ้น อาการของโรคจอประสาทตาหลุดออกมา จะทรุดลงเรื่อยๆ และเริ่มมองไม่ค่อยเห็นอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นที่จะต้องรักษาทันทีเมื่อรู้ว่ากำลังป่วยเป็นโรคทางตานี้

ไม่สูบบุหรี่ก็เป็นมะเร็งปอดได้

ถ้าไม่เคยสูบบุหรี่ คุณจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดหรือไม่?
ผู้ที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดจะต้องเป็นผู้สูบบุหรี่ และสูดดมควันที่เป็นพิษเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานานเท่านั้น ถ้าคุณคิดแบบนี้ แสดงว่าคุณคิดผิด เพราะจริงๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้คนๆ หนึ่ง เป็นโรคมะเร็งปอดได้มีมากหลายสาเหตุ เช่น ทำอาชีพพ่อครัวมา 10 ปี สูดดมจากการทำอาหารมาตลอด หรือชอบปฏิบัติธรรมมีการสูดควันที่มาจากธูปหรือเทียน และการเกิดยีนกลายพันธุ์ขึ้นในร่างกาย ดังนั้นทุกคนก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดได้หากได้รับหรือสูดดมควันอะไรสักอย่างเข้าไปเป็นเวลานาน

เมื่อทำความรู้จักกับสาเหตุของการเป็นโรคมะเร็งปอดแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการสังเกตว่าตัวเราเองและคนรอบข้างว่าเป็นโรคมะเร็งปอดหรือไม่ โดยสังเกตจากการ ไอ เพราะการไอถือเป็นสัญญาณเตือนหนึ่งที่คนทั่วไปรับรู้กันดีว่าผู้ที่มีอาการไออาจจะมีปัญหาสุขภาพบางอย่างเกิดขึ้นที่ปอด หากคุณมีอาการไอเรื้อรัง ไอปนเลือด น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ เหนื่อยง่าย เสียงแหบ นี่คงถึงเวลาที่คุณควรไปตรวจสุขภาพตรวจคัดกรองมะเร็ง เพื่อจะได้รักษาได้ทันเวลาก่อนที่มะเร็งจะลุกลามไปถึงระยะสุดท้าย

ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด ต้องทำการเอกซเรย์ที่ปอด หรือส่องกล้องดูในหลอดลมว่ามีก้อนอยู่หรือไม่ จากนั้นจึงทำการผ่าตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจดูว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ และอีกวิธี คือ การตรวจวินิจฉัยด้วยรังสี
มะเร็งปอดแบ่งความรุนแรงของโรคออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 พบก้อนบางอย่างอยู่ในปอด ระยะนี้ไม่มีการแสดงอาการความผิดปกติของร่างกายออกมา ระยะนี้สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกจากปอดได้

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มีการแพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด ระยะนี้ยังสามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกจากร่างกาย

ระยะที่ 3 ระยะที่พบการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองและในช่องอก การรักษาอาจใช้วิธีการผ่าตัด หรือ ฉายรังสี เพื่อให้เซลล์มะเร็งมีขนาดเล็กลงแล้วจึงค่อยผ่าตัด

ระยะที่ 4 เป็นระยะที่รุนแรงที่สุดแล้วเพราะมะเร็งได้ลุกลามไปทั่วร่างกาย เช่น สมอง ตับ กระดูก และต่อมหมวกไต เป็นต้น

การรักษาโรคมะเร็งปอดระยะที่ 4 มีหลายวิธี ได้แก่ การรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy) ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีโปรตีนบางชนิดทำงานผิดปกติบนผิวของมะเร็ง และการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapies) หากแพทย์ตรวจพบว่าชิ้นเนื้อร้ายมีสาเหตุมาจากยีนกลายพันธุ์ เป็นต้น

เป็นโรคตับแข็งสามารถอยู่ได้กี่ปีกันแน่ ?

เนื่องจากการเป็นโรคตับ ไม่ว่าจะเป็นตับอ่อนหรือตับแข็ง เราก็ตอบให้ตรงๆไม่ได้ว่าเป็นโรคตับอ่อนหรือเป็น โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี กันแน่ เพราะเนื่องจากปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น การดูแลตนเองหลังการรู้ว่าเป็นโรค การทายาที่ตรงต่อเวลา การรักษาอย่างสม่ำเสมอ แม้กระทั่งการออกกำลังกายอีกด้วย

ตับอ่อนคืออะไร ?

ตับอ่อนเป็นอวัยวะหนึ่งในร่างกายของเราที่อยู่บริเวณทางเดินอาหาร ลักษณะของมันมีรูปร่างยาวเหมือนใบไม้ เป็นต่อมขนาดใหญ่ประมาณ 10 เซนติเมตรอยู่ด้านหลังของกระเพาะอาหาร และจงอย่าเข้าใจผิดว่าตับ กับตับอ่อนนั้นเป็นอวัยวะเดียวกัน ตับคืออวัยวะขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่คัดกรองสารพิษออกจากร่างกายและอื่นๆอีกมากมาย แต่ตับอ่อนนั้นทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด และสร้างน้ำย่อยอาหารโดยเฉพาะ โดยตับอ่อนจะประกอบไปด้วยเซลล์หลัก 2 ชนิด คือเซลล์จากต่อมไร้ท่อ และเซลล์จากต่อมมีท่อ

ซึ่งตับอ่อนของเราก็มีโรคที่สามารถเกิดขึ้นกับมันได้เหมือนกัน โรคที่เกิดกับตับอ่อนและพบได้บ่อยที่สุดนั้นก็คือ โรคตับอ่อนอักเสบ จะเป็นภาวรที่น้ำย่อยในตับอ่อนไม่สามารถไหลผ่านท่อของตับอ่อนออกไปได้ ทำให้การย่อยเนื้อเยื่อของตัวตับอ่อนมีประสิทธิภาพลดลง และทำให้เกิดการอักเสบขึ้น

 

หากมีการอักเสบบ่อยๆจะกลายเป็นเรื้อรังและเริ่มมีหินปูนเกาะตามผิวของตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนมีขนาดที่เล็ดลงและเสื่อมสภาพการทำงาน การอับเสบของตับอ่อนจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 ประเภทการอักเสบแบบเฉียบพลัน

ประเภทนี้แรกเริ่ม จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงตลอดเวลา โดยจะปวดร้าวไปทางด้านหลัง รวมไปถึงอาการคลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วย แต่ก็มีบางกลุ่มที่จะเป็นไม่มาก ปวดเพียงเล็กน้อยหรือไม่ปวดเลยก็เป็นได้ แต่จะพบได้น้อยมาก

 

2 ประเภทการอับเสบแบบเรื้อรัง

ประเภทนี้จะไม่ค่อยมีอาการเท่าไรนัก แต่หลักๆจะมีอาการปวดท้อง ไม่สามารถคุมน้ำตาลได้ มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นโรคเบาหวาน ท้องเสียเรื้อรังเนื่องจากไม่สามารถย่อยไขมันได้ น้ำหนักลด ถ่ายอุจจาระมีไขมัน ตัวเหลือง ตาเหลือก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการหลีกเลี่ยงเหตุที่จะทำให้เกิดโรคตับอ่อน เราก็สามารถทำได้โดยการ ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ แค่นี้เราก็ไม่อยู่ในภาวะเสียงของการเป็นโรคตับอ่อนแล้ว