มลภาวะฝุ่น ต้องระมัดระวังและพร้อมรับมือ

ฝุ่นพิษเกิดขึ้นได้ อยู่กลางแจ้งต้องระวัง
ในช่วงที่อากาศแปรปรวนเสมือนมีหมอกปกคลุม บางครั้งอาจไม่ใช่หมอกแต่เป็นฝุ่นละอองที่มีปริมาณมากเกินขนาดจนเป็นพิษต่อร่างกาย ซึ่งอาจพบเป็นบางวันในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน ผู้ที่มีโรคประจำตัวทางระบบหายใจ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรต้องระวังและใส่ใจดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้

ฝุ่นละอองควรรู้
ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาหลักของคนเมือง แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ฝุ่นละอองที่มีปริมาณมากเกินขนาดในชั้นบรรยากาศส่งผลกระทบต่อร่างกายและการใช้ชีวิตได้มากกว่าที่คิด ดังนั้นการรู้เท่าทันในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า

  • ฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศมีขนาดตั้งแต่ 0.002 ไมครอน มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไปจนถึงขนาดใหญ่กว่า 500 ไมครอน ที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือฝุ่นที่มีขนาดตั้งแต่ 50 ไมครอนขึ้นไป
  • ฝุ่นละอองอาจเป็นของแข็งหรือของเหลว แต่ที่แขวนลอยบนอากาศได้เป็นเวลานานคือฝุ่นละอองขนาดเล็ก
  • ฝุ่นละอองที่สามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจและส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ คือ ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจทำให้เกิดการระคายเคืองและทำลายเนื้อเยื่อของอวัยวะนั้นได้ เช่น เนื้อเยื่อปอด หากรับเข้าไปมากเกินขนาดหรือติดต่อกันเป็นเวลานานจะเกิดการสะสมเป็นพังผืดหรือแผล สมรรถภาพปอดเสื่อม หลอดลมอักเสบ หอบหืด ถุงลมโป่งพอง และยังอาจทำให้ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย
  • มลพิษทางอากาศคนเมือง
    มลพิษทางอากาศในเมืองอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแหล่งกำเนิดหลัก ๆ ได้แก่
  • การจราจร
  • อุตสาหกรรม
  • การเผาในที่โล่ง

สุขภาพแย่เมื่อฝุ่นเกินขนาด
ฝุ่นละอองที่มีมากเกินขนาดส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้มากกว่าที่คิด ได้แก่

  • ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ
  • ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้มีอาการไอ มีเสมหะ หายใจไม่สะดวก หายใจวี้ด หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก
  • ระบบการไหลเวียนเลือดและหัวใจ ทำให้ร่างกายต้องเพิ่มอัตราการหายใจ เนื่องจากแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการหัวใจวาย เป็นต้น

การปฏิบัติตัวต้องทำ

  • ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังนอกอาคาร
  • บุคคลทั่วไป โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ไม่ควรทำกิจกรรมภายนอกอาคารเป็นเวลานาน
  • ถ้าหลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกอาคารไม่ได้ควรสวมหน้ากากหรือใช้ผ้าปิดจมูก
  • ดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดีไม่ปล่อยควันดำ
  • ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ใช้ระบบขนส่งมวลชนแทน
  • ติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างใกล้ชิด
  • หากเกิดความผิดปกติกับร่างกายควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ดื่มน้ำปริมาณเท่าไหร่ จึงดีต่อสุขภาพ

ดื่มน้ำน้อยลผลร้ายที่คุณคาดไม่ถึง

ดื่มน้ำน้อยและการไม่ชอบดื่มน้ำ นอกจากจะไม่ดีต่อสุขภาพ แล้ว การดื่มน้ำน้อยยังส่งผลเสียหลายอย่างต่อระบบร่างกายของเรา

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ

ถ้าเรารับน้ำเข้าไปไม่เพียงพอก็ถือว่าขาดน้ำ อวัยวะภายในจะรวนผิดปกติ เลือดจะข้น ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่าง ๆ หัวใจจะตีบตันเสียก่อน ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตัน ลำไส้จะแห้ง ทำให้ท้องผูก

เพราะภาวะสังคมที่รีบเร่ง คนทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์มักไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำ ไม่ชอบดื่มน้ำซึ่งจะทำให้ปัสสาวะบ่อย แต่ถ้าบอกว่า คนไข้โรคความจำเสื่อมเป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ ๆ ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. ทำให้เลือดข้นไขมันสูง หมอส่วนใหญ่จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้ ทำให้เลือดใสแต่เหมือนการคนน้ำให้ตกตะกอน แต่ก็ยังต้องใช้น้ำนำพาตะกอนออกมาอยู่ดี มันจะได้ไม่กลับไปอุดตันเส้นเลือดเหมือนเดิม

ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ

1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ

2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ

3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ

4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ

5. (สำหรับผู้หญิง ) รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน

เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ ร่างกายก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น เป็นสิว ฝ้ากระ ฝี ริดสีดวง ถ้าเรามีอาการดังที่กล่าว อาจแสดงถึงว่าร่างกายมีของเน่าเสียอยู่ภายใน เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่ควรมองข้าม การกินหรือฉีดยาไม่ใช่วิธีเดียวในการรักษาหรือบำบัดโรคให้หายไป ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไขทีหลัง!

ไม่ต้องงดชาไข่มุก ก็ลดน้ำหนักได้

สำหรับสาวๆ ที่เป็นสาวกชาไข่มุกทั้งหลาย ซึ่งต้องการลดน้ำหนักแต่ก็ไม่อยากงดชาไข่มุก วันนี้เรามี 5 เคล็ดลับดีๆ ในการรักษาหุ่นแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องหยุดกินชาไข่มุกมาฝากกัน รับรองว่าทำแล้วได้ผลอย่างแน่นอน ซึ่งจะมีวิธีไหนบ้างนั้นก็ต้องไปดูกันเลย

1. ลดความหวานสักนิด

เพราะความหวานเป็นตัวการที่ทำให้อ้วน ดังนั้นก็ต้องลดความหวานลงสักนิด โดยใส่น้ำเชื่อมในชาไข่มุกให้น้อยลงแต่ยังคงความอร่อยเอาไว้ ก็จะทำให้คุณกินชาไข่มุกได้โดยไม่ต้องกลัวอ้วนแล้ว หรือหากใครจะกินแบบไม่ใส่น้ำเชื่อมหรือครีมเทียมลงไปเลยก็ได้เหมือนกัน

2. กินให้น้อยลง

จากที่เคยกินชาไข่มุกวันละ 3-4 แก้ว ลองลดปริมาณมาเหลือวันละ 1 แก้วดูสิ รับรองว่าน้ำหนักลดลงอย่างแน่นอน หรือหากลดลงมาจนเหลืออาทิตย์ละ 2-3 แก้วได้ก็จะดีมาก ซึ่งจะช่วยให้คุณรักษาหุ่นให้สวยเป๊ะได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญไม่ต้องงดชาไข่มุกอีกด้วย

3. ใส่ไข่มุกน้อยลงจากเดิม

รู้ไหมไข่มุกก็เป็นตัวการที่ทำให้น้ำหนักขึ้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงควรลดปริมาณไข่มุกให้น้อยลงจากเดิม ซึ่งอาจลดปริมาณแบบครึ่งต่อครึ่งเลยก็ได้ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ชาไข่มุกแก้วโปรดของคุณมีแคลอรี่ต่ำลงและไม่ทำให้อ้วนแล้วล่ะ

4. ลดของหวานอื่นๆ

หากคุณติดชาไข่มุกจนไม่สามารถลดได้เลยไม่ว่าจะเป็นน้ำเชื่อม ไข่มุก หรือแม้แต่การลดปริมาณแก้วต่อวันให้น้อยลง ก็ให้ใช้วิธีการลดของหวานชนิดอื่นแทน โดยเฉพาะพวกขนมหวาน เค้ก และเบเกอรี่ทั้งหลาย นอกจากนี้ก็ควรลดพวกของมันของทอดด้วย ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณไม่ต้องกังวลกับการรักษาหุ่นมากนักแม้ว่าจะกินชาไข่มุกเท่าเดิมก็ตาม

5. ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสุดเบสิคที่จะทำให้คุณควบคุมน้ำหนักได้อย่างง่ายดายมากขึ้น เพราะไม่ว่าคุณจะกินชาไข่มุกมากเท่าไหร่ แต่หากมีการออกกำลังกายเผาผลาญพลังงานออกมาก็ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นแน่นอน อย่างไรก็ตามจะต้องออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและถูกวิธีด้วย จึงจะสามารถควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

เมื่อรู้แบบนี้แล้วสำหรับใครที่ชอบกินชาไข่มุกและไม่อยากหยุด ก็ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้กันดู ซึ่งจะช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้นแม้ว่าจะยังกินชาไข่มุกทุกวันก็ตาม แต่ทั้งนี้หากสามารถหยุดกินได้ก็จะดีที่สุด เพราะชาไข่มุกมีแคลอรี่สูงและยังเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจอีกด้วย ทางที่ดีควรหันมาดื่มเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพดีกว่า

โรคยอดฮิต โรคภูมิแพ้ รักษาไม่หาย แต่รักษาให้ดีขึ้นได้

อ.พญ.นวรัตน์ อภิรักษ์กิตติกุล ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นจากเดิมมากอย่างน้อยๆ 3-4 เท่า สาเหตุที่สำคัญส่วนใหญ่มาจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อากาศแปรปรวน ฝุ่นควัน การเลี้ยงสัตว์เลี้ยง และในเรื่องของพันธุกรรม อีกอย่างหนึ่งคือวิวัฒนาการการแพทย์ดีขึ้น คนมาพบแพทย์ได้ง่ายจึงทำให้เราตรวจพบโรคภูมิแพ้ได้มากขึ้น โรคภูมิแพ้นั้นรักษาไม่หายขาด แต่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้

ภูมิแพ้หลักๆ แบ่งออกเป็น 5 ระบบ

  1. ภูมิแพ้ตา (Eye Allergy) มีอาการคันตา น้ำตาไหล ขยี้ตาตลอดเวลา
  2. โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ (Asthma) ได้แก่ โรคหืด
  3. โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Allergic Skin Disease) ได้แก่ ลมพิษ
  4. โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis) ได้แก่ อาการคัดจาม น้ำมูกไหล
  5. โรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงที่มีอาการหลายระบบ (Anaphylaxis) คือ เป็นหลายๆ ระบบรวมกัน หรืออาการแพ้ยา

ปัจจุบันเราสามารถทดสอบภูมิแพ้ได้โดยการ ทดสอบทางผิวหนัง การทดสอบจากผลเลือด การทดสอบทางผิวหนังนั้นแพทย์จะใช้เข็มสะกิดเล็กๆ และนำสารที่คนส่วนใหญ่แพ้มาทดสอบตรงบริเวณนั้นดู และดูเทียบกับสารที่เป็นน้ำเกลือ ก็จะทราบได้ว่าเราแพ้อะไรบ้าง ส่วนการเจาะเลือดก็นำไปตรวจว่าสัมพันธ์กับโรคอะไรบ้างได้เหมือนกัน

การทดสอบภูมิแพ้แบบนี้จำเป็นหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าสามารถทำได้ แต่แพทย์จะแนะนำวิธีการรักษาด้วยยาหรือการป้องกันก่อนเป็นอย่างแรก แต่หากคนไข้ไม่ตอบสนองเท่าที่ควรแพทย์ก็จะใช้วิธีการทดสอบวินิจฉัยนี้ในการรักษาโรคภูมิแพ้ต่อไป