Archive มิถุนายน 2020

Trace Cyrus หนึ่งในดาราดูดบุหรี่ไฟฟ้าไม่แคร์สื่อ

เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะประเทศไหน สังคมไหนก็ตาม ในสังคมเซเลฟนักดนตรี ยิ่งไปกว่านั้น คือเหล่าร็อคเกอร์สายโหด ที่เรียกตัวเองว่าดนตรีแนวเมทัล สิ่งที่ยากที่จะเลี่ยงได้ คือการสูบบุหรี่นั้นเอง การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้านั้นเอง เรียกได้ว่าเป็นของคู่กัน แต่จริงๆแล้ว ของคู่กันจริงๆนั้นก็คือการเสพยาต่างหาก เรียกได้ว่า เหล่าร็อคเกอร์นี่จะมียามาประเค็นถึงที่เลย

ไม่ว่ามันจะผิดกฏหมายระดับไหนก็ตาม แต่เหล่านักดนตรีกับหาเสพได้ยังกับมันเป็นเรื่องถูกกฏหมายอย่างนั้นแหละ จะมานับประสาอะไรกับการสูบบุหรี่เพียงแค่นี้ล่ะ ก็จะได้เป็นไอเทมสุดสำคัญสำหรับนักดนตรีสายนี้จริงๆ เรียกได้ว่าถ้าเดินตามท้องถนนเชยๆถือว่าผิดมาก ต้องคาบบุหรี่ด้วยถึงจะถูกต้อง แล้วเจ้าบุหรี่นี่แหละ ที่เป็นตัวสร้างปัญหาให้กับเหล่านักร้องที่ต้องเสียหนักๆด้วยเช่นกัน เรื่องของปัญหาสุขภาพนั้น เป็นเรื่องที่บุหรี่ได้ทำกับผู้สูบอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ

สำหรับนักดันตรีสายเมทัลชื่อดัง Trace Cyrus แห่งวง เมโทรสเตชั่น คนนี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นสิงค์อมควันตัวยงเลยล่ะ ต้องเรียกได้ว่า แทบไม่เคยเห็นพี่แกไม่คาบบุหรี่ไว้ในปากเลยล่ะ ซึ่งมันเข้ากับทั้งเสื้อผ้าแล้วทรงผ้าของพี่แก่มากๆ เรียกได้ว่าเป็นทรงผมยาวสไตล์ร็อคยุคเก่าจนถึงปัจจุบันเลยล่ะ บางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจนะว่า มันเท่ยังไงกัน มันก็คงดูแบดๆแหละมั้ง

อีกทั้งพี่แกยังสักทั้งตัวลามมาถึงกับบนใบหน้าเลย จริงๆแล้วถ้าเกิดหนีบขวดเหล้าไว้ด้วยนี่ใช่เลยนะ เอ้ย ไม่เอาดีกว่าๆ กำปากขวดให้แน่นคงจะเป็นสไตล์ร็อคเกอร์ที่เท่ที่สุดแล้ว ถึงอย่างไรก็ตามพี่แกก็ยังคงเป็นสุดยอดนักร็อคเกอร์ที่ไม่แคร์สื่ออย่างจริงจังคนนึงเลยล่ะ เขานั้นตอนนี้ก็ได้เลิกบุหรี่มวนแล้วเช่นกัน น่าจะเป็นเหตุจากสุขภาพในการทำงานของเขาด้วย

ดังนั้นแล้วเขาจริงเลือกที่จะดูดบุหรี่ไฟฟ้าแทนบุหรี่มวน แล้วมันก็ไม่ได้ทำให้เขาแคร์สายตามประชาชนเช่นเดิม อย่างไรก็ตามการคาบบุหรี่ของเขาที่ดูเท่นั้น ได้ถูกเปลี่ยนเป็นบุหรี่ไฟฟ้า มันอาจจะรู้สึกที่แตกต่าง แต่เขากับมีสไตล์ที่รู้ตัวเองได้เลย เขาเลือกบุหรี่ไฟฟ้าที่รูปร่างเล็กเหมือนกับบุหรี่มวนจริงๆเลย ทำให้ภาพลักษณ์นี้ยังคงอยู่ด้วยความเท่เลยล่ะ เสียอย่างเดียวไม่มีควันออกจากปลายบุหรี่ ถ่ายรูปออกมาคงจะเห็นความจริงๆ ถึงอย่างไรก็ดีมากเลยที่นักดนตรีแบบเขาจะห่วงใยสุขภาพตัวเองแบบนี้

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยลาว

กำจัดริ้วรอย ให้หน้าเด็กสมวัย

          เคยไหมที่มีคนเรียกเราว่าน้อยบ่อยๆ ทั้งที่อายุอานามของเราก็เข้าวัยสี่สิบกว่าแล้ว หรือบางครั้งเราเผลอไปเรียกใครเขาว่าพี่แต่พอมารู้อายุจริงๆของเขาทีหลังแล้วต้องมานั่งตกใจว่า จริงเหรอ ใช่เหรอ หากว่ายังไม่อยากถูกใครเรียกว่าพี่ทั้งที่อายุยังน้อยละก็เรามีวิธีการดูแลผิวแบบธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเงินไปทำหน้ามาฝากกันค่ะ

  1. น้ำ  อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าน้ำนั้นมีประโยชน์ต่อผิว ช่วยให้ผิวหนังเต็งตึงไม่เหี่ยวง่าย แต่ก็มีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่ากินน้ำมากไปจะไปเป็นการทำให้ไตทำงานหนัก กลัวว่าไตจะพัง  ซึ่งหากเรากินน้ำในประมาณที่พอเหมาะในปริมาณที่พอดีกับที่ร่างกายต้องการจะช่วยให้หน้าไม่แก่ ผิวหนังเต็งตึงได้ ซึ่งโดยปกติร่างกายจะต้องน้ำในปริมาณ8-10 แก้วต่อวัน ดังนั้น หากเรามีการจัดสรรการกินน้ำในปริมาณที่เหมาะสมน้ำก็ช่วยให้เราไม่แก่ได้นะจ๊ะ
  2. การเป็นคนอารมณ์ดี การมองโลกในแง่ดี จะช่วยให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีมีความสุข และหากเรามีความสุขเราก็จะมีแต่เสียงหัวเราะ ซึ่งหากเราหัวเราะ ร่างกายของเราก็จะปล่อยสารแห่งความสุขออกมาทำให้เราไม่แก่เร็ว โดยจะเห็นข้อเปรียบเทียบได้ว่าหากคนหนึ่งไม่ค่อยยิ้มกับอีกคนที่ยิ้มบ่อย คนที่ไม่ค่อยยิ้มจะดูแก่กว่าคนที่ยิ้มบ่อย ไม่เชื่อลองสังเกคนรอบข้างของคุณดูสิ
  3. เวลาในการนอนและลักษณะท่านอนก็มีผลต่อการแก่ด้วยนะจะบอกให้ โดยเวลาที่เหมาะสมให้นอนหลับพักผ่อนคือ 22.00 น. เป็นต้นไปเพราะตั้งแต่ช่วงสี่ทุ่มร่างกายจะหลั่งสารคลอลาเจน ที่ช่วยให้หน้าเราไม่แก่เร็วออกมา และอีกอย่างคือท่านอน พยายามอย่านอนตะแคง เพราะการนอนตะแคงผิวหน้าเราจะยับซึ่งมีผลให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย
  4. ควรปกป้องผิวอันเป็นที่รักของเราด้วยการทาครีมกันแดด อย่างที่รู้กันว่าแดดเมืองไทยนั้นร้ายแรงแค่ไหน ขนาดโดนแบบเฉียดๆ ยังสามารถให้สีผิวของเราเปลี่ยนได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงริ้วรอยเลยว่าจะเยอะมากมายแค่ไหนหาเราต้องโดนแสงแดดตรงๆ ดังนั้นเราควรปกป้องด้วยการทาครีมกันแดด และกางร่มหรือใส่หมวกเพื่อปิดบังไม่ให้แสงแดดนั้นสองถึงใบหน้าของเรา
  5. และที่สำคัญอย่างที่ทุกคนรู้กันดีว่า การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรงและที่สำคัญไม่ทำให้แก่เร็วด้วยนะจ๊ะ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

รู้จักไหม? HPV คืออะไร

          สมัยก่อนวิทยาการด้านการแพทย์ ยังไม่ดีเท่าปัจจุบัน ยังไม่เคยมีใครรู้จักเชื้อ HPV มาก่อนว่าเป็นเชื้ออะไร เป็นแล้วมีอาการยังไง ติดต่อกันผ่านทางไหน แล้วเป็นโรคติดต่อหรือ หรือบางคนไม่เคยที่จะสนใจที่จะอยากรู้จักกับโรคเลยด้วยซ้ำ แต่ ณ ปัจจุบันเรามีสื่อโซเชียวเข้ามาช่วยกระจายให้ความรู้กับทุกคน นอกเหนือจากการหาอ่านตามหนังสือแล้ว ใน internet สามารถหาข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายๆ

เพื่อทำความเข้าใจโรคนี้ให้มากขึ้นและเพื่อหาแนวทางป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคนี้ และถึงแม้ปัจจุบันจะมีคนเริ่มรู้จักเชื้อโรคชนิดนี้แล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้จักว่า HPV คืออะไร ใช่โรคเดียวกับ HIV หรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่เลย HPVกับ HIV มีความเหมือนกันแค่มันทั้งคู่เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์เหมือนกัน แต่ HPV สามารถติดต่อได้หลายช่องทาง เช่นทางปาก ช่องคลอด ทวารหนัก หรือ การสัมผัสกับเชื้อโดยตรง  ถ้าหากเราเป็นโรค HPV จะทำให้เราเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก, มะเร็งปากช่องคลอด, มะเร็งองคชาติ, มะเร็งทวารหนักและมะเร็งคอหอย เป็นต้น

          ปัจจุบันไวรัสชนิดนี้มีมากว่า 150 สายพันธุ์แต่ มีเพียง15 สายพันธุ์เท่านั้น  ที่เป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก และ 70 % ของมะเร็งปากมดลูกก็เกิดจากชนิดที่ 16 กับ18  ซึ่งเป็นชนิดที่อันตรายร้ายแรงที่สุด การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้นอกจากจะติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้วการสัมผัสกันทางผิวหนังก็สามารถติดต่อกันได้เช่นกัน  ปกติแล้วถ้าคนเรามีเชื้อเอสพีวี ในร่างกาย จะสามารถหายไปเองได้ภายใน 1 ปี

โดยไม่ต้องทำอะไรแต่ถ้ามีเชื้อนาน 10 -15 ปีแล้วยังไม่หายแสดงว่าเป็นสายพันธุ์ที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้ ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาเชื้อทันที เราไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองว่าเรามีเชื้อ HPV หรือไม่ต้องให้แพทย์เป็นคนตรวจเท่านั้นซึ่งถ้ามีการ เช่น มีตกขาวมากและมีกลิ่นเหม็นเน่าหรือมีเลือดออกที่ช่องคลอดต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัส HPV ได้แล้วแต่มีข้อควรระวังคือห้ามฉีดให้กับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์        ก่อนที่เราจะไปโรงพยาบาลเพื่อทำการรับการวัคซีนเพื่อป้องกันเชื้อ HPV 

          HPV Vaccine มี 2 ชนิดคือ ชนิดที่สามารถป้องกันไวรัส HPV สายพันธุ์ที่ 6 , 11 , 16 , 18 กับอีกชนิดป้องกันเฉพาะสายพันธุ์ 16, 18   วัคซีนชนิดนี้สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไปโดยถ้าเด็กอายุ 9-14 ปี  ฉีดแค่ 2 เข็มโดยเว้นระยะห่างระหว่างเข็มแรกและเข็มที่สองประมาณ6 เดือน แต่ถ้าอายุ 15 ปีขึ้นไปจะต้องฉีดให้ครบ 3 เข็ม ถ้ามีการฉีดเข็มแรกแล้วแพ้ ไม่ควรฉีดเข็มที่ 2 กับ 3 ต่อ และสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้สารประเภท ยีสต์และสารเสริมฤทธิ์ไม่ควรฉีดวัคซีนชนิดนี้ ดังนั้นก่อนรับการฉีดวัคซีนควรปรึกษาแพทย์ก่อน

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย