Archive 2020

ใครที่ควรจะล้างจมูกเป็นประจำ

   การล้างจมูกคือการที่เราฉีดน้ำเกลือที่มีความเข็มข้น 0.9 % เข้าไปในโพรงจมูกด้วยการนำกระบอกฉีดยาดูดน้ำเกลือแล้วฉีดเข้าไปเพื่อล้างเอาสิ่งสกปกติที่อยู่ในโพรงจมูกออกมา เช่นฝุ่นละออง และน้ำมูก เพื่อเป็นการเคลียร์ภายในโพรงจมูกให้โล่งไม่มีอะไรไปค้างอยู่ภายในทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น เชื่อว่าหลายคนคงเคยเป็นไข้หวัดและเคยมีอาการที่น้ำมูกค้างอยู่ในโพรงของรูจมูกทำให้เราหายใจไม่ค่อยสะดวก

รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ค่อยออก ซึ่งเมื่อมีอาการแบบนี้เกิดขึ้นทั้งเด็กและผู้ใหญ่เมื่อไปพบแพทย์ คุณหมอจะแนะนำให้เอาน้ำเกลือมาล้างในโพรงจมูกเพื่อที่น้ำเกลือจะได้ดันเอาน้ำมูกที่ทั้งเหนียวและข้นออกมาทำให้จมูกเรารู้สึกโล่งและสามารถหายใจได้คล่องขึ้น ซึ่งนอกจากคนที่เป็นไข้หวัดแล้วยังมีอีกหลายโรคที่คุณหมอจะแนะนำให้ล้างจมูกเพื่อเป็นการบรรเทาให้อาการของโรคดีขึ้น สามารถช่วยลดการรักษาด้วยการทานยาได้ด้วย เรามาดูกันว่ามีอาการของโรคไหนบ้างที่ควรจะใช้น้ำเกลือล้างจมูก

        กลุ่มคนที่ควรจะนำน้ำเกลือมาล้างจมูกเป็นประจำคือคนที่ไปโรคไข้หวัด  โรคไซนัส โรคภูมิแพ้ที่มักจะมีอาการโพรงจมูกอักเสบเป็นประจำ ไซนัส หรือคนที่เคยผ่านตัดจมูก และคนที่เป็นโรคริดสีดวงจมูก เพราะกลุ่มคนที่เป็นโรคเหล่านี้จะมีอาการคล้ายกันคือมีน้ำมูกหรือของเหลวไปขังอยู่ในโพรางจมูกซึ่งจะสร้างความรำคาญให้กับคนที่เป็นโรคเหล่านี้เพราะการหายใจจะค่อนข้างหายใจลำบากเนื่องจากอากาศจะไปติดตรงน้ำมูกเหล่านี้ทำให้ท่อจมูกตัน บางคนต้องหันมาใช้การหายใจทางปากแทน ซึ่งน้ำมูกที่ค้างหรือของเหลวที่ค้างอยู่ในโพรงจมูกนี้

หากเราไม่ขับออกมาจะกลายเป็นน้ำเน่า จะมีกลิ่นเหม็นโดยเราสามารถสังเกตคนที่เป็นโรคไซนัสได้ว่า คนที่เป็นโรคนี้มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจที่มีกลิ่นเหม็นเน่าออกมา นั่นก็เพราะในโพรงจมูกของเขาจะมีน้ำมูกค้างอยู่หากไม่เอาออกก็จะทำให้มีกลิ่นเหม็นเน่าขึ้นมาได้ ดังนั้นคุณหมอมักจะแนะนำให้มีการนำน้ำเกลือมาล้างจมูกเป็นประจำทั้งเช้าและเย็นเพื่อให้จมูกสะอาด และเพื่อขับเอาน้ำมูกที่อยู่ด้านในออกมาให้หมดเพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นเหม็น และการที่เราล้างจมูกเป็นประจำจะทำให้อาการของโรคต่างๆดีขึ้น

ซึ่งจะมีผลการการที่คุณหมอสามารถให้เรางดยาบางตัว ไม่ต้องทานยาหลายตัวได้ และหากล้างจนน้ำมูกหมดก็อาจจะสามารถทำให้หายจากโรคดังกล่าวได้ 

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick รีวิว

โรคไข้หวัด

    โรคไข้หวัด มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส

ซึ่งส่วนมากแล้วจะมีการติดต่อของโรคผ่านทางน้ำมูก การไอหรือจาม ยิ่งมีคนเยอะมากเท่าไหร่โรคนี้ก็จะแพร่ระบาดเร็วมากขึ้นเท่านั้น สถานที่ที่เรามักจะติดโรคไข้หวัดมาได้แก่ โรงเรียน โรงหนัง และตามห้างสรรพสินค้าหรือตามจุดที่อากาศไม่ค่อยถ่ายเท สำหรับโรคหวัดนั้นสามารถเป็นกันได้ทุกเพศ ทุกวันไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่  และยิ่งเฉพาะในเด็กและกลุ่มคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็จะมักจะเป็นโรคไข้หวัดได้มากกว่าคนกลุ่มอื่น

       สำหรับอาการของโรคไข้หวัดนั้น เราจะพบว่าจะมีอาการตัวร้อน มีไข้นิดๆ ปวดหัวนิดหน่อย และบางคนอาจจะมีอาการไอและจามเล็กน้อย แต่บางครั้งบางอาการก็อาจจะไม่เป็นก็ได้เช่น อาจจะมีการจาม มีน้ำมูกแต่ไม่มีไข้ก็ได้เช่นกัน ซึ่งรักษาอาการของโรคไข้หวัดนั้นไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาก

ให้รักษาตามอาการได้เลยไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ เพราะโดยปกติแล้วคนที่มีอาการของโรคไข้หวัดนั้นมักจะไม่ได้มีอาการหนักจนน่าเป็นห่วงและการรักษาก็ให้รักษาตามอาการเช่น หากปวดหัว ตัวร้อนก็หายามากินซึ่งเราสามารถหาซื้อยาแก้ไข้ได้ตามร้านขายยาทั่วไปเพียงเราแจ้งอาการที่เป็นให้กับทางเภสัชกร ทางร้านก็จะจัดยามาให้เราได้ตามที่เราต้องการซึ่งการรักษาอาการไข้หวัดที่ดีนั้นเพียงแค่เรานอนพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำอุ่นมากๆ งดเว้นการกินน้ำเย็นหรือของเย็นไปก่อนในช่วงที่ไม่สบายรับรองไม่เกิน 3 วันอาการไข้ของคุณก็จะหายทันที

โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินไปหาหมอที่โรงพยาบาลให้รักษาเลยด้วยซ้ำ เพราะหากใครที่เคยไม่สบายด้วยอาการของไข้หวัดและเคยไปใช้บริการที่โรงพยาบาลจะเห็นได้ว่าเวลาที่ทางโรงพยาบาลจัดยาแก้ไขมาให้เราทานก็เป็นยาไทลินอล ธรรมดาที่เราก็สามารถหาซื้อกินได้ตามร้านขายยาทั่วไปนั่นเอง 

      ในช่วงที่เรามีอาการไข้หวัดนั้นแนะนำว่าควรจะต้องใช้หน้ากากอนามัยปิดปากจนกว่าจะหายดีเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปให้กับคนอื่นๆในครอบครัว ส่วนการรับประทานอาหารอันที่จริงก็สามารถรับประทานอาหารพร้อมกันคนอื่นๆในครอบครัวได้เพียงแต่ต้องใช้ช้อนกลางในการตักอาหารเท่านั้นเอง 

สำหรับวิธีการดูแลไม่ให้เป็นไข้หวัดนั้น เราควรทำร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากออกไปกลางแจ้งควรพกร่มเผื่อว่ามีฝนตก หรือกางร่มเพื่อป้องกันแสงแดด ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้งห้าหมู่และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญในช่วงนี้มลพิษทางอากาศมีเยอะควรใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ต้องออกจากบ้าน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

กินอิ่ม นอนหลับ อาการง่วงหลังจากทานอาหาร

กินอิ่ม นอนหลับ อาการง่วงหลังจากทานอาหาร
การตื่นมาปฏิบัติงานในเช้าตรู่นั้นยาก แต่ว่าวิธีการทำให้ตัวเราเองไม่ง่วงนอนภายหลังการกินข้าวนั้นยากมากกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำว่า “หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อนยาน” จะแอบหลับในที่ทำงานก็อาจจะทำไม่ได้ เนื่องจากงานที่กองเป็นเทือกเขายังรออยู่มากมาย แถมบางทีอาจจะโดนนายจ้างต่อว่าต่อขาน บอบช้ำไปกว่านั้น หากผิดลดจำนวนเงินเดือน ก็อาจโดนไล่ออกแน่นอนอาการที่เกิดกวนประสาทคุณนี้เรียกว่า “ฟู้ดโคม่า” วันนี้จะพาทุกคนมารู้จักกับอาการนี้กัน

อาการง่วงงุนภายหลังจากการทานอาหาร (Food Coma) เป็นอย่างไร ?
อาการง่วงหงาวหาวนอนข้างหลังรับประทานอิ่ม ทางด้านการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า ฟู้ดโคม่า (Food Coma) ในช่วงเวลาที่พวกเราทานอาหารในแต่ละมื้อที่มักประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แล้วก็ไขมัน เมื่อผ่านระบบการย่อยของอาหารแล้วร่างกายจะพิจารณาน้ำตาลหรือเดกซ์โทรส ซึ่งสามารถซึมไปสู่กระแสโลหิตเอาไปใช้เป็นพลังงานสำหรับเพื่อการดำเนินชีวิตประจำ แม้กระนั้นก็ยังมีกรดอะมิโนประเภทหนึ่งมาจากของกินที่พวกเราทานเข้าไปเช่นกัน เรียกว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งสารนี้จะเข้าสู่สมองและก็ระบบประสาททำให้ลดความเคร่งเครียด รวมทั้งทำให้ท่านเกิดอาการง่วงได้

อิ่มกระทั่งรู้สึก ง่วงหงาวหาวนอน มีสาเหตุมาจากสาเหตุอะไร ?
อาการง่วงหงาวหาวนอนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับคนที่ทำงานภายในออฟฟิศ ส่วนมากมีต้นเหตุจากการกระทำของการนอนหลับพักผ่อนน้อยจนเกินไป มีความตึงเครียดตื่นตระหนก ไม่บริหารร่างกาย แล้วก็กินอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ เว้นแต่ว่ายังมีสาเหตุอื่นอีกที่ทำให้ท่านเกิดดอาการอยากนอนระหว่างวัน

การกินอาหารที่มีส่วนประกอบของ ทริปโตเฟน (Tryptophan)
พบได้ทั่วไปในเนื้อสัตว์ และนมบางประเภทที่กินกันในชีวิตประจำวันที่ไม่สามารถหลบหลีกได้ด้วย ทริปโตเฟน (Tryptophan) จะเข้าสู่สมองและก็เพิ่มระดับเซโรโทนิน (Serotonin) ลดความสภาวะทางอารมณ์ ทำให้มีความรู้สึกบรรเทาให้ร่างกายจัดเตรียมสำหรับในการนอน

อันตรายไหม หากน้ำเข้าหู

          คุณเคยพบเจอกับอาการน้ำเข้าหูไหม เช่นไปว่ายน้ำแล้วน้ำเข้าหู หรืออาบน้ำจากฟักบัวที่บ้านก็ยังเจอปัญหาน้ำเข้าหู สำหรับอาการของน้ำเข้าหูคือ การที่น้ำเข้าไปอยู่ในรูหู แล้วทำให้หูของเรารู้สึกอื้อๆ ได้ยินเสียงไม่ชัดซึ่งจะเป็นการสร้างความรำคาญให้กับเราเป็นอย่างมาก เวลาจะเอาน้ำที่เข้าไปในหูออกจะทำด้วยการนำน้ำหยุดลงไปในหูเล็กน้อยหลังจากนั้นเอียงหูข้างที่มีน้ำข้างในลงรอสักพักน้ำข้างในหูก็จะไหลออกมา

โดยปกติแล้วน้ำเข้าหูไม่ถือว่าเป็นอันตรายเพราะเราสามารถนำออกได้ทันที

แต่หากเราปล่อยไว้แล้วน้ำไปรวมตัวกับขี้หูแล้วจับกันเป็นก้อนที่มีขนาดใหญ่ ขี้หูอาจจะไปบังรูในช่องหูจะมีผลต่อการได้ยินของเรา ทำให้เราได้ยินเสียงไม่ค่อยชัด และหากเกิดมีแรงกดดันภายในหู จะมีผลทำให้มีอาการปวดหูได้ และถ้าปวดหูแล้วยังไม่รีบรักษา จะกลายเป็นติดเชื้อในหู อาจส่งผลร้ายแรงต่อหูได้เช่นกัน ดังนั้นหากมีน้ำเข้าหูควรจะรีบเอาออก อย่าชะล่าใจเด็ดขาด อาจเสี่ยงที่จะต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง ในอนาคตได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากน้ำเข้าหูในผู้ป่วยที่มีปัญหาในรูหูอยู่แล้ว ยิ่งต้องระวังมากเป็นพิเศษ วิธีการนำน้ำเข้าหูให้ไหลออกมาคือ

  1. เป็นการใช้หลักการแรงโน้มถ่วงของโลกโดยให้เอียงหูข้างที่น้ำเข้าหูลงให้ตรงมากที่สุด แล้วรอสักพักน้ำก็จะไหลออกมาเอง 
  2. ใช้น้ำยาหยอดหู สำหรับน้ำยาที่จะใช้มี 2 อย่างคือ ยาหยอดหูที่เป็นแอลกอฮอล์  โดยใช้หลักการระเหย แถมยังเป็นการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียอีกด้วย เพียงแค่นำน้ำยามาหยดใส่ลงไปในรูหูประมาณสัก 3-4 หยุด ทิ้งไว้สักพักแล้วก็ตะแคงหูลงให้น้ำไหลออกมาเอง กับอีกแบบคือหยดด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 

อันนี้จะช่วยเรื่องขี้หูที่มีค้างอยู่ในหูให้ไหลตามออกมาได้อีกด้วย วิธีการก็คล้ายๆกันคือหยดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ลงไปในรูหูสัก 3-4 หยดรอสักพักแล้วคอยตะแคงเอาน้ำออก ก็ใช้ได้แล้ว สำหรับน้ำยาหยดหูนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้ายขายยาทั่วไปหรือจะไปซื้อที่โรงพยาบาลก็ได้

  แต่มีข้อควรระวังเอาไว้คือ กลุ่มคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคในช่องหู ไม่ควรจะใช้พวกน้ำยาหยอดหู ที่สำคัญอย่าเอาสำลีพันไม้มาแคะหูเด็ดขาด จะยิ่งทำให้หูเกิดการเป็นแผลและเกิดการอักเสบได้ สำหรับคนที่มีปัญหาในช่องหูอยู่แล้ว ควรไปพบแพทย์ให้รักษาให้