Archive ตุลาคม 2019

ไม่สูบบุหรี่ก็เป็นมะเร็งปอดได้

ถ้าไม่เคยสูบบุหรี่ คุณจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดหรือไม่?
ผู้ที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดจะต้องเป็นผู้สูบบุหรี่ และสูดดมควันที่เป็นพิษเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานานเท่านั้น ถ้าคุณคิดแบบนี้ แสดงว่าคุณคิดผิด เพราะจริงๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้คนๆ หนึ่ง เป็นโรคมะเร็งปอดได้มีมากหลายสาเหตุ เช่น ทำอาชีพพ่อครัวมา 10 ปี สูดดมจากการทำอาหารมาตลอด หรือชอบปฏิบัติธรรมมีการสูดควันที่มาจากธูปหรือเทียน และการเกิดยีนกลายพันธุ์ขึ้นในร่างกาย ดังนั้นทุกคนก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดได้หากได้รับหรือสูดดมควันอะไรสักอย่างเข้าไปเป็นเวลานาน

เมื่อทำความรู้จักกับสาเหตุของการเป็นโรคมะเร็งปอดแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการสังเกตว่าตัวเราเองและคนรอบข้างว่าเป็นโรคมะเร็งปอดหรือไม่ โดยสังเกตจากการ ไอ เพราะการไอถือเป็นสัญญาณเตือนหนึ่งที่คนทั่วไปรับรู้กันดีว่าผู้ที่มีอาการไออาจจะมีปัญหาสุขภาพบางอย่างเกิดขึ้นที่ปอด หากคุณมีอาการไอเรื้อรัง ไอปนเลือด น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ เหนื่อยง่าย เสียงแหบ นี่คงถึงเวลาที่คุณควรไปตรวจสุขภาพตรวจคัดกรองมะเร็ง เพื่อจะได้รักษาได้ทันเวลาก่อนที่มะเร็งจะลุกลามไปถึงระยะสุดท้าย

ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด ต้องทำการเอกซเรย์ที่ปอด หรือส่องกล้องดูในหลอดลมว่ามีก้อนอยู่หรือไม่ จากนั้นจึงทำการผ่าตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจดูว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ และอีกวิธี คือ การตรวจวินิจฉัยด้วยรังสี
มะเร็งปอดแบ่งความรุนแรงของโรคออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 พบก้อนบางอย่างอยู่ในปอด ระยะนี้ไม่มีการแสดงอาการความผิดปกติของร่างกายออกมา ระยะนี้สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกจากปอดได้

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มีการแพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด ระยะนี้ยังสามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกจากร่างกาย

ระยะที่ 3 ระยะที่พบการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองและในช่องอก การรักษาอาจใช้วิธีการผ่าตัด หรือ ฉายรังสี เพื่อให้เซลล์มะเร็งมีขนาดเล็กลงแล้วจึงค่อยผ่าตัด

ระยะที่ 4 เป็นระยะที่รุนแรงที่สุดแล้วเพราะมะเร็งได้ลุกลามไปทั่วร่างกาย เช่น สมอง ตับ กระดูก และต่อมหมวกไต เป็นต้น

การรักษาโรคมะเร็งปอดระยะที่ 4 มีหลายวิธี ได้แก่ การรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy) ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีโปรตีนบางชนิดทำงานผิดปกติบนผิวของมะเร็ง และการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapies) หากแพทย์ตรวจพบว่าชิ้นเนื้อร้ายมีสาเหตุมาจากยีนกลายพันธุ์ เป็นต้น

เป็นโรคตับแข็งสามารถอยู่ได้กี่ปีกันแน่ ?

เนื่องจากการเป็นโรคตับ ไม่ว่าจะเป็นตับอ่อนหรือตับแข็ง เราก็ตอบให้ตรงๆไม่ได้ว่าเป็นโรคตับอ่อนหรือเป็น โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี กันแน่ เพราะเนื่องจากปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น การดูแลตนเองหลังการรู้ว่าเป็นโรค การทายาที่ตรงต่อเวลา การรักษาอย่างสม่ำเสมอ แม้กระทั่งการออกกำลังกายอีกด้วย

ตับอ่อนคืออะไร ?

ตับอ่อนเป็นอวัยวะหนึ่งในร่างกายของเราที่อยู่บริเวณทางเดินอาหาร ลักษณะของมันมีรูปร่างยาวเหมือนใบไม้ เป็นต่อมขนาดใหญ่ประมาณ 10 เซนติเมตรอยู่ด้านหลังของกระเพาะอาหาร และจงอย่าเข้าใจผิดว่าตับ กับตับอ่อนนั้นเป็นอวัยวะเดียวกัน ตับคืออวัยวะขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่คัดกรองสารพิษออกจากร่างกายและอื่นๆอีกมากมาย แต่ตับอ่อนนั้นทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด และสร้างน้ำย่อยอาหารโดยเฉพาะ โดยตับอ่อนจะประกอบไปด้วยเซลล์หลัก 2 ชนิด คือเซลล์จากต่อมไร้ท่อ และเซลล์จากต่อมมีท่อ

ซึ่งตับอ่อนของเราก็มีโรคที่สามารถเกิดขึ้นกับมันได้เหมือนกัน โรคที่เกิดกับตับอ่อนและพบได้บ่อยที่สุดนั้นก็คือ โรคตับอ่อนอักเสบ จะเป็นภาวรที่น้ำย่อยในตับอ่อนไม่สามารถไหลผ่านท่อของตับอ่อนออกไปได้ ทำให้การย่อยเนื้อเยื่อของตัวตับอ่อนมีประสิทธิภาพลดลง และทำให้เกิดการอักเสบขึ้น

 

หากมีการอักเสบบ่อยๆจะกลายเป็นเรื้อรังและเริ่มมีหินปูนเกาะตามผิวของตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนมีขนาดที่เล็ดลงและเสื่อมสภาพการทำงาน การอับเสบของตับอ่อนจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 ประเภทการอักเสบแบบเฉียบพลัน

ประเภทนี้แรกเริ่ม จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงตลอดเวลา โดยจะปวดร้าวไปทางด้านหลัง รวมไปถึงอาการคลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วย แต่ก็มีบางกลุ่มที่จะเป็นไม่มาก ปวดเพียงเล็กน้อยหรือไม่ปวดเลยก็เป็นได้ แต่จะพบได้น้อยมาก

 

2 ประเภทการอับเสบแบบเรื้อรัง

ประเภทนี้จะไม่ค่อยมีอาการเท่าไรนัก แต่หลักๆจะมีอาการปวดท้อง ไม่สามารถคุมน้ำตาลได้ มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นโรคเบาหวาน ท้องเสียเรื้อรังเนื่องจากไม่สามารถย่อยไขมันได้ น้ำหนักลด ถ่ายอุจจาระมีไขมัน ตัวเหลือง ตาเหลือก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการหลีกเลี่ยงเหตุที่จะทำให้เกิดโรคตับอ่อน เราก็สามารถทำได้โดยการ ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ แค่นี้เราก็ไม่อยู่ในภาวะเสียงของการเป็นโรคตับอ่อนแล้ว