Archive กันยายน 2019

ดูแลกระดูกสันหลังด้วย 10 วิธีง่ายๆ

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยปวดหลัง ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลังเล็กน้อย เมื่อยขบแค่ไม่กี่นาที ไปจนถึงปวดหลังเป็นวันๆ ต้องเพิ่งยากอเอี๊ยะ หรือไปพบแพทย์กันเลยทีเดียว แต่ละคนมีสาเหตุในอาการปวดหลังแตกต่างกัน ทั้งออฟฟิศซินโดรม พฤติกรรมในการดำเนินชีวิต หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกาย

จึงขอแนะนำ 10 วิธีดูแลกระดูกสันหลัง ลดอาหารปวดหลัง มาให้ทุกคนศึกษากันค่ะ

1. เลือกเก้าอี้นั่งทำงานให้ดี ปรับเบาะให้สูงกำลังดี สังเกตได้จากการวางมือลงบนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ มุมข้อศอกต้องทำมุม 90 องศา หรือมุมฉาก จะได้ไม่ต้องยกไหล่พิมพ์นานๆ

2. อย่านั่งไขว่ห้างนานๆ ปรับเปลี่ยนท่านั่งเรื่อยๆ เพราะการนั่งไขว่ห้างทำให้น้ำหนักเอียงไปสะโพกข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป

3. อย่านั่งไม่เต็มเบาะนั่ง หากเบาะของเก้าอี้นั่งไม่สบาย หรือนั่งเต็มเบาะ พิงพนักแล้วไม่สบายหลัง ให้ลองหาหมอนเล็กๆ แบนๆ หรือพนักพิงนุ่มๆ มาใส่ที่พนักพิงของเก้าอี้แทน

4. หากจำเป็นต้องยืนนานๆ อาจจะยืนพรีเซนต์งาน ยืนบนรถเมล์ รถไฟฟ้า ควรลงน้ำหนักที่เท้าทั้งสองข้างเท่าๆ กัน อย่าลงน้ำหนักที่เท้าข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียว

5. พยายามยืนหลังให้ตรง อย่างุ้มไหล่ อย่าหลังค่อม เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยที่กระดูกสันหลังช่วงล่างได้

6. ไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูงที่ส้นสูงเกินกว่า 1 นิ้วครึ่งนานๆ เพราะอาจทำให้ปวดขา เกร็งขา และทำให้กระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ จนเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังได้

7. ไม่ควรสะพายกระเป๋าหนักๆ เพียงข้างเดียวนานๆ เพราะอาจทำให้ปวดไหล่ และอาจทำให้กระดูกสันหลังคดงอได้

8. ไม่ควรหิ้วของหนักบ่อยๆ ด้วยแขนข้างเดียว หรือนิ้วมือข้างเดียว เพราะทำให้เกิดอาการปวดไหล่ ปวดหลังช่วงบนได้

9. การซิทอัพอย่างหักโหม ก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน ดังนั้นอย่าซิทอัพอย่างหักโหมมากจนเกินไป ค่อยๆ เล่น และอย่าเพิ่มจำนวนครั้งมากเกินไปในคราวเดียว

10. ท่านอน หากเป็นการนอนตะแคงคุดคู้ หรือนอขดตัว ก็อาจทำให้ปวดหลังได้ ควรนอนท่านอนหงายจะสบาย และปลอดภัยมากที่สุด

เท่านี้ทุกคนก็ช่วยถนอมกระดูกสันหลังของคุณกันได้แล้วล่ะค่ะ ถ้าไม่อยากหลังงองุ้มก่อนวัยอันควร ช่วยกันดูแลและใช้งานกระดูกสันหลังอย่างถูกวิธีกันด้วยนะคะ

มลภาวะฝุ่น ต้องระมัดระวังและพร้อมรับมือ

ฝุ่นพิษเกิดขึ้นได้ อยู่กลางแจ้งต้องระวัง
ในช่วงที่อากาศแปรปรวนเสมือนมีหมอกปกคลุม บางครั้งอาจไม่ใช่หมอกแต่เป็นฝุ่นละอองที่มีปริมาณมากเกินขนาดจนเป็นพิษต่อร่างกาย ซึ่งอาจพบเป็นบางวันในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน ผู้ที่มีโรคประจำตัวทางระบบหายใจ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรต้องระวังและใส่ใจดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้

ฝุ่นละอองควรรู้
ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาหลักของคนเมือง แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ฝุ่นละอองที่มีปริมาณมากเกินขนาดในชั้นบรรยากาศส่งผลกระทบต่อร่างกายและการใช้ชีวิตได้มากกว่าที่คิด ดังนั้นการรู้เท่าทันในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า

  • ฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศมีขนาดตั้งแต่ 0.002 ไมครอน มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไปจนถึงขนาดใหญ่กว่า 500 ไมครอน ที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือฝุ่นที่มีขนาดตั้งแต่ 50 ไมครอนขึ้นไป
  • ฝุ่นละอองอาจเป็นของแข็งหรือของเหลว แต่ที่แขวนลอยบนอากาศได้เป็นเวลานานคือฝุ่นละอองขนาดเล็ก
  • ฝุ่นละอองที่สามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจและส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ คือ ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจทำให้เกิดการระคายเคืองและทำลายเนื้อเยื่อของอวัยวะนั้นได้ เช่น เนื้อเยื่อปอด หากรับเข้าไปมากเกินขนาดหรือติดต่อกันเป็นเวลานานจะเกิดการสะสมเป็นพังผืดหรือแผล สมรรถภาพปอดเสื่อม หลอดลมอักเสบ หอบหืด ถุงลมโป่งพอง และยังอาจทำให้ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย
  • มลพิษทางอากาศคนเมือง
    มลพิษทางอากาศในเมืองอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแหล่งกำเนิดหลัก ๆ ได้แก่
  • การจราจร
  • อุตสาหกรรม
  • การเผาในที่โล่ง

สุขภาพแย่เมื่อฝุ่นเกินขนาด
ฝุ่นละอองที่มีมากเกินขนาดส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้มากกว่าที่คิด ได้แก่

  • ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ
  • ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้มีอาการไอ มีเสมหะ หายใจไม่สะดวก หายใจวี้ด หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก
  • ระบบการไหลเวียนเลือดและหัวใจ ทำให้ร่างกายต้องเพิ่มอัตราการหายใจ เนื่องจากแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการหัวใจวาย เป็นต้น

การปฏิบัติตัวต้องทำ

  • ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังนอกอาคาร
  • บุคคลทั่วไป โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ไม่ควรทำกิจกรรมภายนอกอาคารเป็นเวลานาน
  • ถ้าหลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกอาคารไม่ได้ควรสวมหน้ากากหรือใช้ผ้าปิดจมูก
  • ดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดีไม่ปล่อยควันดำ
  • ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ใช้ระบบขนส่งมวลชนแทน
  • ติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างใกล้ชิด
  • หากเกิดความผิดปกติกับร่างกายควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที